SHORT CUT
Top 5 นายกฯ ไทยเสียงไว้วางใจแน่นปึก แพทองธารยืน 1 ทำลายทุกสถิติ สะท้อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไทยยังล้มนายกฯ คาสภาไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์
การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นกลไกสำคัญในระบบรัฐสภาที่ฝ่ายค้านใช้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี บทความนี้จะย้อนรอยผลกระทบจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีจำนวน 11 ท่าน ในช่วง 43 ปี ตั้งแต่รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ (พ.ศ. 2522) จนถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (พ.ศ. 2565) แม้ว่ารัฐบาลจะไม่เคยพ่ายแพ้การลงมติไม่ไว้วางใจโดยตรง แต่การอภิปรายเหล่านี้ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายครั้ง
ยุคพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2522 และถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจถึง 2 ครั้ง
ครั้งแรก (10-12 และ 15-16 ตุลาคม 2522) เป็นการอภิปรายรัฐมนตรี 4 กระทรวง แม้จะลงมติไว้วางใจทุกกระทรวง แต่ในอีกสามเดือนต่อมาก็มีการปรับคณะรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการหลายท่านถูกปรับออกจากตำแหน่ง
ครั้งที่สอง ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี กำหนดการอภิปรายในวันที่ 3 มีนาคม 2523 แต่พลเอกเกรียงศักดิ์ ชิงลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2523 ทำให้การอภิปรายไม่เกิดขึ้นและนำไปสู่การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์
ยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลานานกว่า 8 ปี 5 เดือน พรรคฝ่ายค้านพยายามยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจถึง 7 ครั้ง แต่เกิดขึ้นจริงเพียง 4 ครั้ง
การอภิปรายครั้งแรก (29 พฤษภาคม และ 1 มิถุนายน 2524) ส่งผลให้มีการปรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
การอภิปรายครั้งที่สอง (2 มิถุนายน 2525) ส่งผลให้นายไพจิตร เอื้อทวีกุล ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
การอภิปรายครั้งที่สาม (8-9 ตุลาคม 2529) แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะได้รับเสียงไว้วางใจ แต่ด้วยแรงกดดันก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 7 พฤศจิกายน
การอภิปรายครั้งที่สี่ (21-22 ตุลาคม 2530) เป็นการอภิปรายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพียงคนเดียวและได้รับเสียงไว้วางใจท่วมท้น อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านไม่เคยประสบความสำเร็จในการอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวนายกรัฐมนตรี
ยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2531 มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 ครั้ง สองครั้งแรกผ่านไปได้ด้วยดี แต่ครั้งสุดท้าย (19-21 กรกฎาคม 2533) แม้รัฐบาลจะได้รับเสียงไว้วางใจ แต่ก็ตามมาด้วยการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ ก่อนที่รัฐบาลจะเผชิญปัญหาความขัดแย้งภายในและถูกยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมา
ยุคนายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2535 มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 ครั้ง
สองครั้งแรกเป็นการอภิปรายรัฐมนตรีและสอบผ่านไปได้ด้วยดี
ครั้งที่สาม (27-29 กรกฎาคม 2537) พุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีจากพรรคพลังธรรม แม้จะได้รับเสียงไว้วางใจ แต่ในอีก 3 เดือนถัดมาก็มีการปรับคณะรัฐมนตรี
ครั้งที่สี่ กำหนดในวันที่ 14 ธันวาคม 2537 ทำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ชิงลาออกจากตำแหน่ง ต่อมามีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งคณะ (17-18 พฤษภาคม 2538) แต่ก่อนการลงมติ นายกรัฐมนตรีตัดสินใจประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อนายชวนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 ครั้ง แต่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ยุคนายบรรหาร ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2538 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้ง
ครั้งแรก (8-10 พฤษภาคม 2539) แม้จะได้รับเสียงไว้วางใจ แต่หลังจากนั้นก็มีรัฐมนตรีทยอยลาออกหลายคน
ครั้งที่สอง (18-20 กันยายน พ.ศ. 2539) เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ก่อนวันลงมติ พรรคร่วมรัฐบาลกดดันให้นายบรรหารลาออกจากตำแหน่ง แม้จะต่อรองขอลาออกภายใน 7 วันและได้รับเสียงไว้วางใจ แต่สุดท้ายนายบรรหารกลับประกาศยุบสภา
ยุคพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 มีการอภิปรายทั่วไปเพื่อรับฟังความคิดเห็น 1 ครั้ง และอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอีก 1 ครั้ง (24-26 กันยายน 2540) แม้จะลงมติไว้วางใจ แต่จากวิกฤติต้มยำกุ้งที่รุนแรงขึ้น พลเอกชวลิตก็ลาออกจากตำแหน่งในอีกหนึ่งเดือนต่อมา
ยุคนายทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากรัฐธรรมนูญในขณะนั้นกำหนดให้ต้องมี ส.ส. เข้าชื่อไม่น้อยกว่าสองในห้าของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ซึ่งพรรคไทยรักไทยมีเสียงข้างมาก ทำให้ฝ่ายค้านไม่สามารถรวบรวมรายชื่อได้ ทำได้เพียงอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 4 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 4 นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่
ยุคนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 1 ครั้ง (24-25 มิถุนายน 2551) ซึ่งสอบผ่าน แต่ต่อมานายสมัครถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรี
ยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้ง ซึ่งต่อมามีการปรับคณะรัฐมนตรีบางตำแหน่ง
ยุคนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2554 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้ง แต่ไม่มีผลทางการเมืองต่อเนื่องตามมา
ยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2562 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรวม 4 ครั้ง ซึ่งหลังการอภิปรายครั้งที่ 3 มีรัฐมนตรีถูกปรับออก 2 คน
และล่าคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม ถึงวันที่ 25 มีนาคม และมีการลงมติวันที่ 26 มีนาคม 2568 โดยนางสาวแพทองธาร ได้รับการไว้วางใจจาก สส. ไปทั้งสิ้น 319 เสียง ต่อ 162 เสียง
จากการย้อนรอยผลกระทบของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี 11 ท่าน เป็นเวลา 43 ปี พบว่า แม้รัฐบาลจะไม่เคยแพ้การลงมติโดยตรง แต่การอภิปรายเหล่านี้มีผลสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ หลายครั้งนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี การลาออกจากตำแหน่งของรัฐมนตรี การลาออกจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี และการยุบสภาผู้แทนราษฎร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายชวน หลีกภัย และนายบรรหาร ศิลปอาชา การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีแนวโน้มสูงที่จะนำไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจ จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือชิงยุบสภา นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่รัฐมนตรีถูกกดดันให้ลาออกหรือถูกปรับออกจากตำแหน่งภายหลังการอภิปราย สะท้อนให้เห็นว่า แม้การลงมติไว้วางใจจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่กระแสกดดันทางการเมืองและผลของการถูกเปิดโปงในการอภิปรายก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลได้
อย่างไรก็ตาม ในยุคของนายทักษิณ ชินวัตร การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีไม่เกิดขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญในขณะนั้น และในยุคของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะยาว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริบททางการเมืองและปัจจัยอื่นๆ ก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดผลลัพธ์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยเช่นกัน
โดยรวมแล้ว การอภิปรายไม่ไว้วางใจยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายค้านในการตรวจสอบและสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล แม้จะไม่สามารถล้มรัฐบาลได้โดยตรง แต่ก็มีบทบาทในการเปิดเผยข้อผิดพลาด นำไปสู่การปรับปรุงการทำงานของรัฐบาล หรือแม้กระทั่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในที่สุด
อ้างอิง
สุดสัปดาห์ / TheThaiger /