ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th
ในระหว่างที่หลายคนกำลังครุ่นคิดกับสภาพการทำงาน เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันที่ต้องทำงานแลกกับเงินเพื่อปากท้อง ซึ่งต้องพบกับปัญหามากมายกระทั่งพิิษจาก โควิด-19 ไวรัสร้ายตัวใหม่ได้เข้ามารุกรานแนวความคิดในการทำงานแบบเดิมๆ จากที่ตองตื่นขึ้นมาแล้วเดินทางออกจากบ้านไปทำงาน กลับกลายเป็นการนั่งทำงานอยู่ในพื้นที่ปิดอย่างบ้าน คอนโดหรือกระทั่งหอพัก ของเหล่ามนุษย์เงินเดือน
แท้จริงแล้วการหยุดอยู่บ้าน หรือ Quarantine หรือบรรดามาตรการ Social Distancing การรักษาระยะห่างทางสังคมจะทำให้เรา “รอดตาย” จากเชื้อโควิด-19 หรือทำให้เรา “อดตาย” จากการไร้งานทำ ขาดรายได้กันไปเสียก่อน
เวลานี้ เมืองไทยมีกระแสความคิดเห็นออกมาสองมุมมองดังกล่าว สำรวจข่าวสารพบว่าทางหนึ่ง บรรดานักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน หลายคนออกมาพูดถึงเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับมหาสึนามิ ที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโดยตรง แต่เกิดจากมาตรการการปิดสถานประกอบการต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบถึงกันเป็นลูกโซ่ไม่ต่างจากเชื้อโรคที่ติดถึงกัน และคนที่ “ตายแน่ๆ” คือรากหญ้า-ลูกจ้างตัวเล็กๆ และอาจหมายถึงคนระดับผู้จัดการโรงงานที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ และอื่นๆ อีกมากมาย
ขณะที่อีกทางหนึ่ง ฟากฝั่งคุณหมอ ไปจนถึงองค์การอนามัยโลก ผู้ซึ่งมีหน้าที่ในมิติของสุขภาพอนามัย การควบคุมการแพร่เชื้อ การรักษาเยียวยา ก็ยังคงท่องคาถา “หยุดบ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า เป็นวิธีการสำคัญที่จะทำให้การแพร่เชื้อลดลงและหมดไปได้ และต้องยอมรับอีกเช่นกันว่าวันนี้บุคลากรทางการแพทย์อ่อนล้ามากเต็มทีแล้ว
ล่าสุด ฝั่งผู้วิงวอนให้อยู่บ้านได้ออกมาย้ำเตือนอีกครั้ง ในการเสวนาครั้งสำคัญเพื่ออธิบายว่าทำไมเราคนไทยถึงต้องหยุดอยู่บ้าน ในหัวข้อ “อยู่บ้าน อยู่ห่าง อยู่รอด” จัดโดยกระทรวงสาธารณสุข
ซึ่งสองคุณหมอจากสองกรมที่ออกมาพูดเรื่องนี้ คือ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต และ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย
สองคุณหมอจากสองกรมจับมือทำงานร่วมกันเพื่อบอกกล่าวเล่าแจ้งอีกครั้งว่า ทำได้ ทำเถอะ ทำเลย “อยู่บ้านเพื่อรอด”!!
ตัวเลขคือของจริง
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต เริ่มด้วยการแสดงกราฟตัวเลขต่างๆ จากการใช้มาตรการเว้นระยะทางสังคมออกมาเป็นแบบสำรวจวัดอุณหภูมิใจ ซึ่งเป็นการศึกษาทางด้านระบาดวิทยาสุขภาพจิต โดยมีตัวเลขที่องค์การอนามัยโลกบอกว่าต้องทำให้กี่เปอร์เซ็นต์ แล้ววันนี้คนไทยทำได้กี่เปอร์เซ็นต์
อธิบดีกรมสุขภาพจิตระบุว่า แน่นอนเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง โควิด-19 ก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งทางฝ่ายควบคุมโรคก็พยายามดูแลอยู่ แต่เมื่อระบาดอย่างแพร่หลาย มาตรการเรื่องบุคคลในการที่จะไปควบคุมค้นหาโรค ก็ได้ทำเต็มที่แล้ว แต่ว่าการป้องกันการระบาดเป็นวงกว้างก็มีมาตรการที่สำคัญที่ไม่ใช่การใช้ยาหรือการแพทย์อะไรเลย ก็คือการเว้นระยะห่าง
สำหรับการที่จะรู้ว่าประชาชนมีความตื่นตัวกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมนี้อย่างไรบ้าง ทางกรมสุขภาพจิตจึงมีผลสำรวจมาฝาก โดยตั้งคำถามว่า
“ท่านกังวลกับปัญหาโควิด 19 อย่างไร” ผู้ตอบแบบสอบถาม 15,838 คน มีความกังวลสูง 18.15% กังวลต่ำ 5.68% และกังวลปานกลางอยู่ที่ 76.17%
“เราอยากให้ตระหนักไม่ตระหนก คนที่ตระหนกคือกังวลสูงเกินไป ก็ไม่มีสติที่จะดูแลตัวเอง หรือป้องกันคนรอบข้างได้ ถ้ามีความตระหนักเขาจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและเตรียมตัวเตรียมใจในการดูแลตัวเองได้”
สำหรับตัวเลขที่มีการศึกษาเรื่อง social distancing กับจำนวนการติดเชื้อพบว่า ถ้าประชาชนมีการทำ social distancing 70% ของประชากร เส้นกราฟการติดเชื้อยังคงวิ่งขึ้น ซึ่งแปลว่าไม่เกิดประโยชน์ ขณะที่ถ้าเพิ่มเป็น 80-90% ตัวกราฟผู้ติดเชื้อจะดิ่งลงทันทีชัดเจนมาก
“เพราะฉะนั้นจุดวิกฤติของเราคือระหว่าง 70% ถ้าจะให้ดีต้อง 80-90% ขึ้นไป ซึ่งจะมีผลทำให้การระบาดเป็นไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ระบบทางการแพทย์ และสาธารณสุขของประเทศไทยเราสามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพและพอเพียงกับผู้ป่วย”
นอกจากนี้ยังมีการสำรวจพฤติกรรมของคนไทยว่ามีการทำ social distancing หรือไม่อย่างไร พบว่าในกลุ่มที่หลีกเลี่ยงไปที่แออัดพบมากถึง 83.9% ไม่ทำ 16.1%, ในกลุ่มที่ใกล้ชิดไม่เกิน 2 เมตร มีการทำถึง 86.9% ไม่ทำ 13.1%
โดยเมื่อเพิ่มคุณภาพมากขึ้นว่า ที่หลีกเลี่ยงนี้ “ทำประจำ” หรือ “ทำบ่อยๆ” พบว่าในกลุ่มที่หลีกเลี่ยงไปที่แออัดทำประจำ 66% ทำบ่อยๆ 28.3%, ในกลุ่มที่ใกล้ชิดไม่เกิน 2 เมตร มีการทำประจำถึง 69.6 และทำบ่อยๆ 24.7%
อย่างไรก็ดีล่าสุดมีตัวเลขของผู้ที่ทำประจำ ทั้งในส่วนของกลุ่มที่่หลีกเลี่ยงไปที่แออัด และกลุ่มที่่ใกล้ชิดไม่เกิน 2 เมตรเพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย
“เรื่องนี้เป็นเรื่องทำสำคัญที่เราจะต้องเร่งให้มีตัวเลขที่ไปทางการทำ social distancing เป็นประจำทั้งหมดให้ถึง 90% ก็น่าจะพอใจ” นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว
ต้องทำให้ได้
หลังจากนั้น พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย ก็ได้กล่าวในการเสวนานี้ว่า “อยู่บ้าน อยู่ห่าง อยู่รอด” ต้องทำให้ได้
“ถามว่ากลัวมั้ย ทุกคนตอบตรงกันหมดว่ากลัว และคำถามที่ทุกคนถามต่อก็คือ กลัวติดมั้ย กลัว เพราะฉะนั้นเวลาที่เราบอกว่าอยู่รอด มันต้องอยู่ห่าง เพราะถ้าติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยทั้งหมดตอนนี้ การติดเชื้อยังเกิดจากการที่ท่านไปในจุดที่ใกล้กับตัวเชื้อ ไม่ว่าจะโดยตัวท่านเองไปอยู่พื้นที่เสี่ยง และไปรับเชื้อในพื้นที่ที่มีการระบาด หรือไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย แล้วก็ติด”
ถามว่าระยะห่างที่เราต้องทำนั้นมีอะไรบ้าง พญ.พรรณพิมล บอกว่านอกจากตัวบุคคล สำหรับคนที่ยังต้องมีวิถีชีวิตที่ต้องเดินทางไปทำงาน เมื่อกลับมาบ้านก็ต้องรักษาระยะห่างทั้งการไม่เข้าใกล้กันเกิน 2 เมตร การใช้ช้อนกลางแยกกันคนละอัน แล้วก็ยังมีเรื่องของมาตรการปิดสถานที่ต่างๆ ซึ่งมาตรการนี้มีขึ้นเพื่อทำให้ประชาชนอยู่บ้านมากขึ้น
“ตรงนี้เราจะรู้เลยว่า ในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์ เดิมเราเคยใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนบ้าง เช่นไปทำงาน เลิกงานก็พบปะสังสรรค์ แวะซื้อของ แวะไปเดินเล่น แต่วันนี้เราต้องตอบให้ได้ว่าเราต้องลดสิ่งเหล่านี้ลงมากกว่า 80-90% ดังนั้นมาตรการนี้ของรัฐก็คือทำให้ท่านไม่ไปไหนมาไหนมากนัก”
อย่างไรก็ดีมุมนี้ พญ.พรรณพิมลระบุว่า เราก็ต้องออกแบบตัวเองว่าแล้วใน 1 สัปดาห์ จะเหลือพื้นที่ที่เขาอนุญาตให้ไปอะไรบ้าง เช่น ไปซื้ออาหาร ของใช้จำเป็นอาทิตย์ละ 1 ครั้ง
ส่วนมาตรการในการปิดสถานที่ พญ.พรรณพิมลแจงว่า ไม่ใช่แปลว่าให้เราย้ายที่ เช่นมีการปิดสถานที่บันเทิงแล้วคนไปนัดบันเทิงกันที่อื่น แต่แปลว่าตรงจุดนั้นคือความเสี่ยง โดยทุกมาตรการที่รัฐออกได้คำนึงแล้วว่ามันมีความเสี่ยงต่อทุกคน
อย่างไรก็ดีในกลุ่มที่ Work From Home เวลานี้มีผลสำรวจออกมาว่า มีการทำอยู่ 40% พญ.พรรณพิมลระบุว่ายังน้อยไป แต่วันนี้ต้อง Work From Home ไปให้ไกลกว่า 60-70% ต้องเริ่มออกแบบงานให้ลดการทำงานในที่ทำงานลงไปให้ได้มากกว่านี้ และต้องทำให้ได้
ใครอ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจพูดว่าฟังดูเหมือนง่าย แต่เอาเข้าจริงๆ ยังมีความน่ากลัวที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับมาตรการปิดที่กล่าวไปข้างต้น นั่นคือภาวะการเงินฝืดเคืองของผู้คนและระบบเศรษฐกิจที่กำลังจะล้มละลาย ที่หลายฝ่ายพูดว่า แม้รัฐบาลจะมีมาตรการชดเชยรายได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับการแก้ไขปัญหา เมื่อธุรกิจต่างๆ ที่เหมือนเป็นฟันเฟืองเรื่องเงินทองยังไม่หมุน ประชาชนทำมาหากินไม่ได้ เศรษฐกิจก็คงฟื้นยาก ดีไม่ดีเราจะอดตายกันก่อนที่จะติดเชื้อ !
อ่านข่าวแนะนำ >>> แพทย์แนะ มาตรการต้องมีในที่ชุมนุมชน รับมือไวรัสโควิด-19
https://www.springnews.co.th/alive/lifestyle/623982
อ่านข่าวแนะนำ >>> 4 ทริค รับมือ COVID-19 มฤตยูร้ายสายพันธุ์ใหม่ ให้อยู่หมัด
https://www.springnews.co.th/alive/lifestyle/627250
อ่านข่าวแนะนำ >>> วิธี กักกันตัวเอง ที่บ้าน ทำอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด
https://www.springnews.co.th/alive/lifestyle/630786
อ่านข่าวแนะนำ >>> Social Distancing ระยะห่างทางสังคม ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
https://www.springnews.co.th/alive/lifestyle/631471
อ่านข่าวแนะนำ >>> วิธีรับมือ ความวิตกกังวลจากการระบาดของไวรัสโควิด-19
https://www.springnews.co.th/alive/lifestyle/634538