svasdssvasds

เปิดฐานความผิดรับของโจร-ยักยอกทรัพย์ ปม "ดิว อริสรา-มาดามเมนี่"

เปิดฐานความผิดรับของโจร-ยักยอกทรัพย์ ปม "ดิว อริสรา-มาดามเมนี่"

กรณีกระแสร้อนในสังคม "ดิว อริสรา" ดาราสาวชื่อดัง ที่ยืมของจาก “มาดามเมนี่” เปิดข้อกฎหมายรับของโจร-ยักยอกทรัพย์ เสี่ยงเจอโทษหนัก ทั้งจำทั้งปรับ

SHORT CUT

  • กรณีกระแสร้อนในสังคม "ดิว อริสรา" ดาราสาวชื่อดัง ที่ยืมทรัพย์สินจาก “มาดามเมนี่” รวมมูลค่า 62 ล้านบาท
  • ความผิดฐานยักยอกทรัพย์จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่ถ้ายักยอกของที่ได้มาเพราะคนให้เข้าใจผิด หรือยักยอกเอาของที่คนอื่นทำหาย จะมีโทษครึ่งนึง
  • ความผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีกระแสร้อนในสังคม "ดิว อริสรา" ดาราสาวชื่อดัง ที่ยืมของจาก “มาดามเมนี่” เปิดข้อกฎหมายรับของโจร-ยักยอกทรัพย์ เสี่ยงเจอโทษหนัก ทั้งจำทั้งปรับ

จากกรณีกระแสร้อนในสังคม "ดิว อริสรา" ดาราสาวชื่อดัง ที่ยืมของจาก “มาดามเมนี่” หรือ “ดร.เมย์ วาสนา” ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ นาฬิกา และกระเป๋า รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 62 ล้านบาท โดยมาดามเมนี่เข้าใจว่า ดิว ยืมของเพื่อเอาไปวางค้ำประกัน ให้ “ซุง ศตาวิน” จนมารู้ภายหลังว่าของถูกนำไปขาย จำนำเปลี่ยนเป็นตัวเงินหมดแล้ว 

‘เมย์ วาสนา’ ยืนยันเอาผิด ‘ดิว อริสรา’ ยักยอกทรัพย์ 62 ล้าน

ต่อมา ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. เปิดเผยถึงกรณีที่นายอรรถชัย แจ้งอรุณ ทนายความของ เมย์ วาสนา อินทะแสง เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน บก.ป. 

รอง ผบก.ป. เผยถึงกระแสข่าวว่ามีการออกหมายเรียก น.ส.อริสรา ทองบริสุทธิ์ หรือ ดิว อริสรา นั้น ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการออกหมายเรียก ซึ่งการที่มาดามเมย์ มากล่าวหาเป็นคดียักยอกทรัพย์ ในคดีลักษณะแบบนี้จะต้องใช้ระยะเวลาในการสืบสวนสอบสวน และต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายเรียก อย่างไรก็ตามขอเวลาในการทำงานตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดก่อน เบื้องต้นจากการฟังข้อเท็จจริงตอนนี้เข้าข่ายเพียงข้อหายักยอกทรัพย์ 

ซึ่งยังไม่สามารถตอบได้ว่าคดีนี้จะเป็นคดีแพ่งหรืออาญา ต้องดูรายละเอียดก่อน หากดิว อริสราเอาของไปและเปลี่ยนแปลงเป็นทรัพย์สินของตัวเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต จะเป็นเรื่องการยักยอกทรัพย์ ซึ่งคดียักยอกทรัพย์มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี

แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนออกหมายเรียกก่อน เว้นแต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง หรือหนีไปแล้ว ก็สามารถออกหมายจับได้เลย ซึ่งคดียักยอกทรัพย์สามารถยอมความได้ ถ้าตกลงกันได้ไม่ว่าด้วยกรณีใด ถ้าผู้เสียหายถอนความร้องทุกข์ คดีอาญาก็จบ

การยักยอกทรัพย์ คืออะไร

ยักยอกทรัพย์ คือ การ “เบียดบัง” (แสดงตนว่าเป็นเจ้าของ) เอาทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของตนไปโดยทุจริต โดยทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่นหรือมีผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วม ไม่ว่าจะเป็นการครอบครองเป็นของตนเอง นำไปขาย จำนำ โอนสิทธิ์ หรืออื่นๆ โดยเจตนา จะเข้าข่ายข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์

ยักยอกทรัพย์ เป็นคดีแพ่งหรืออาญา มีโทษอย่างไร

การยักยอกทรัพย์เป็นความผิดอาญาและมีความรับผิดทางแพ่งด้วย เราเรียกคดีแบบนี้ว่า คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องให้เอาของมาคืน หรือขอให้จ่ายเงินแทนค่าของที่เอาไปก็ได้ และอาจจ่ายค่าเสียหายเพิ่มด้วยในกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นได้ในส่วนของคดีแพ่ง ส่วนทางอาญาก็มีการกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่แตกต่างกัน มีโทษหนักเบาตามความรุนแรงของแต่ละกรณีซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา

  • มาตรา 352 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  สำหรับการยักยอกทั่วไป แต่ถ้ายักยอกของที่ได้มาเพราะคนให้เข้าใจผิด หรือยักยอกเอาของที่คนอื่นทำหาย จะมีโทษครึ่งนึง
  • มาตรา 353 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับคนที่ยักยอกทรัพย์สินที่ตัวเองมีหน้าที่จัดการดูแลหรือมีคนอื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ทุจริตในหน้าที่จนเกิดความเสียหายในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน
  • มาตรา 354 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ายักยอกทรัพย์ที่ตัวเองมีหน้าที่จัดการ ดูแลตามคำสั่งศาล ตามพินัยกรรม หรือเป็นคนที่มีอาชีพหรือธุรกิจที่ประชาชนไว้วางใจ
  • มาตรา 355 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับการยักยอกของที่คนอื่นซ่อนไว้ หรือเอาไปฝังไว้โดยที่ไม่มีใครสามารถอ้างว่าเป็นเจ้าของได้

 

การยักยอกทรัพย์เป็นความผิดต่อส่วนตัว ถ้าคนเอาไปยอมคืน หรือจ่ายเงินให้ตามราคาของที่เอาไป จ่ายค่าเสียหายให้ แล้วผู้เสียหายพึงพอใจก็ตกลงยอมความกันได้ ดังนั้น จึงต้องนับอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96 

เมื่อรู้เรื่องและรู้ตัวคนทำแล้วต้องไปแจ้งความดำเนินคดีภายใน 3 เดือน

หลังจากที่เราแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญาไปแล้ว ตำรวจจะออกหมายเรียกคนที่เราอ้างว่าทำผิดมาสอบสวน และดำเนินการเพื่อรวบรวม พยาน หลักฐานต่างๆ ให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป และในคดียักยอกทรัพย์อัยการจะขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนของ หรือจ่ายเงินแทนราคาค่าของให้ด้วย แต่อัยการเรียกดอกเบี้ย หรือค่าเสียหายอื่น ๆ ให้ไม่ได้

"รับของโจร" คืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 รับของโจรคือ ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาหรือนำไป ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยรู้ว่าทรัพย์นั้นได้มาโดยการกระทำความผิดที่เกิดจากการ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร (ความผิดมูลฐาน) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่จะกระทำความผิดรับของโจรได้นั้นต้องมีการกระทำความผิดมูลฐานตามข้างต้นก่อน ถึงจะผิดฐานรับของโจรได้

รับของโจร ยอมความได้หรือไม่

รับของโจรยอมความไม่ได้ เพราะว่าเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357

แต่หากได้คืนทรัพย์นั้นแก่เจ้าของที่แท้จริงไปแล้ว หรือมีการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่เจ้าทุกข์หรือมีประวัติที่ดี ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม อาจเป็นเหตุขอให้ศาลพิจารณาการลดโทษได้ครับ ศาลอาจรอลงโทษการจำคุกและคุมประพฤติแทนได้

ความผิดฐานรับของโจร มีโทษอย่างไร

  • ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

"รับของโจร" ไม่รู้ ไม่มีเจตนา ไม่ถือเป็นผู้กระทำความผิดฐานรับของโจร

การกระทำความผิดอาญาฐานรับของโจร ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยจะต้องมีเจตนาช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ และรู้ว่าทรัพย์นั้นได้มาจากการกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดไว้ด้วย คือ ลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก และเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จึงจะครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 

ถ้าเป็นการรับไว้โดยไม่รู้ว่าทรัพย์นั้นได้มาการกระทำความผิด 9 มูลฐานความผิดตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า เป็นการรับไว้โดยขาดเจตนา แค่รับไว้ในการครอบครองเฉยๆ ถูกกลั่นแกล้ง ถูกหลอกให้ดูแลของโจร แบบนี้ถือว่าขาดเจตนาในทางกฎหมายอาญาจะไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร

สิ่งที่ศาลจะนำมาพิจารณาว่าจำเลยมีเจตนารับของโจร หรือรู้หรือไม่รู้ว่าทรัพย์นั้นได้มาจากการกระทำความผิดหรือไม่ ศาลจะพิจารณาตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น จำเลยรับซื้อทรัพย์นั้นในราคาต่ำหรือสูงเกินจริงไปมากหรือเปล่า มีความชำรุดบกพร่องที่เกิดกับทรัพย์นั้นจนผิดสังเกตไหม มีข้อพิรุธที่ควรรู้ว่าทรัพย์นั้นได้มาจากการการกระทำความผิดหรือไม่ 

4 วิธี ป้องกัน ในการสังเกตสินค้ามือสองก่อนตัดสินใจซื้อ

  1. ดูความน่าเชื่อถือของร้านว่า เป็นสินค้าที่ได้มาอย่างถูกต้อง
  2. สอบถามจากพ่อค้าและแม่ค้าถึงที่มาของสินค้าอย่างละเอียด
  3. สินค้าประเภทที่มีใบรับรองสินค้า ให้ขอใบรับรองสินค้าเสมอ
  4. ตรวจสอบรหัสสินค้าจากเว็บไซต์ของสินค้าว่า ตรงตามรุ่นหรือไม่ และมีอุปกรณ์ครบถ้วนหรือไม่

ปัจจุบัน การซื้อขายส่วนมากจะทำผ่านระบบออนไลน์ ผู้ซื้อ ผู้ขายไม่เห็นหน้ากัน และไม่ได้เห็นสินค้าโดยตรง ทำให้เรายิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นควรตรวจสอบประวัติการซื้อขายของบุคคล หรือร้านค้าให้ดีก่อน เพราะหากสินค้าที่ได้ซื้อมานั้นเป็นสินค้าที่ได้มาจากการกระทำความผิดแล้ว อาจทำให้ตกเป็นผู้ต้องหาที่เข้าข่ายกระทำความผิดฐาน “รับของโจร”

ที่มา : justhat

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

related