svasdssvasds

ไทย-อังกฤษ จับมือผลักดัน Digital Finance-Sustainability

ไทย-อังกฤษ จับมือผลักดัน Digital Finance-Sustainability

งานสัมมนา UK-Thailand Financial Conference โดยนายกฯ ขึ้นกล่าวปาฐกถา ย้ำบทบาทสำคัญของภาคการเงินต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านนโยบายรัฐบาล Digitalization, Sustainability และ Global Aging Population

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม งานสัมมนา UK-Thailand Financial Conference ที่ โรงแรม Park Hyatt Erawan โดยได้มีแขกรับเชิณระดับสูงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน รวมไปถึงเอกอัคราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย Mark Golding OBE และ Martin Kent ตัวแทนการค้าขายประเทศอังกฤษประจำภูมิภาค เอเซีย-แปซิฟิค 

ทั้งนี้เอกอัคราชทูตอังกฤษกล่าวรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีส่วนสำหรับความร่วมมือกันระหว่างสองประเทศ และแม้จะมีความขัดแย้งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในยูเครนหรือตะวันออกกลาง สหราชอาณาจักรยังมุ่งมั่นกันสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในอินโด-แปซิฟิก

Lord Dominic Johnson กล่าวในประเด็นการค้าระหว่างประเทศ “ประเทศไทยมีความสำคัญ ทั้งกับรัฐบาล และนักลงทุน” ท่าน รมช. ยังได้เน้นย้ำความสำคัญของการลองโตอ่อนของทั้งสองฝ่ายในการสร้างเศรษฐกิจที่เป็นธรรมต่อสองฝ่าย

เครือเนชั่นกรุ๊ป จัดสัมมนา UK-Thailand Financial Conference

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา UK-Thailand Financial Conference ภายใต้หัวข้อ “The Changing Roles of the Financial Sector in Thailand’s Economic Development”  โดยภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน

นายกรัฐมนตรียินดีกับการกล่าวปาฐกถาพิเศษบทบาทของภาคการเงินในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยภาคการเงินถูกมองว่าเป็นตัวกลางระหว่างผู้ฝากและผู้กู้ยืม ผู้อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และผู้จัดการความเสี่ยง อย่างไรก็ดี ภาคการเงินได้มีวิวัฒนาการกลายมาเป็นภาคส่วนที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำความสำคัญบางประการของภาคการเงินต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ดังนี้

  1. การนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน หรือ Digitalization ซึ่งในภาคการเงินมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของโลกที่นำระบบ PromptPay มาใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการชำระและโอนเงิน ส่งผลให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำด้านการทำธุรกรรมทางโทรศัพท์ (mobile transactions) และ E-commerce 

    นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของระบบการชำระเงินได้ปูทางสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ธุรกิจ ผ่านการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินของไทยกับญี่ปุ่น สิงคโปร์ และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ทำให้เกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจและผู้คน โดยรัฐบาลมุ่งมั่นขยายความเชื่อมโยงให้ครอบคลุมภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมถึงผลักดันกรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมการออกใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) โดยที่ภาคส่วนอื่น ๆ สามารถมีส่วนร่วมได้

 

  2. ความยั่งยืน (Sustainability) รัฐบาลมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond), พันธบัตรเพื่อพัฒนาสังคม (Social Bond), พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond), พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund) รวมถึงกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Sustainable and Responsible Investing Fund) เพื่อสนับสนุนการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 รัฐบาลยังได้ออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนรุ่นแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ออกโดยรัฐบาล เมื่อปี 2563 ซึ่งสามารถระดมทุนได้ถึง 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังความสำเร็จดังกล่าว รัฐบาลได้เปิดตัวพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนชุดที่ 2 ซึ่งสามารถระดมทุนได้อีกกว่า 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรัฐบาลได้จัดสรรเงินเหล่านี้ไปสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการริเริ่มเพื่อพัฒนาสังคมที่สำคัญ เช่น โครงการสนับสนุนการฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินการเพื่อสร้างตลาดคาร์บอนด้วย

ไทย-อังกฤษ จับมือผลักดัน Digital Finance-Sustainability

  3. ประชากรสูงวัยโลก (Global Aging Population) ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มที่ (Super Aged Society) ทำให้ในปี 2577 ไทยจะมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 28% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) แรงงานลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้การผลิตและการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง 2) ความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงวัยอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากเงินออมหลังเกษียณไม่เพียงพอ และ 3) การใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้แก่ผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้น และอาจเป็นความท้าทายทางการเงินในระยะยาว

ไทย-อังกฤษ จับมือผลักดัน Digital Finance-Sustainability

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ระบบบำนาญของไทยครอบคลุมแรงงานทั้งในและนอกระบบ ผ่านโครงการภาคบังคับ (Mandatory) และภาคสมัครใจ (Voluntary) ตามแนวคิดเรื่องความมั่นคงทางรายได้แบบหลายเสา (multi-pillar income security) ของธนาคารโลก เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้เกษียณอายุที่เคยทำงานในภาครัฐและเอกชน โดยภาคการเงินมีบทบาทในการจัดการเงินบำนาญอย่างรอบคอบ พร้อมจัดหาผลิตภัณฑ์การออมและการลงทุนที่เหมาะสม รวมถึงดึงดูดให้เกิดการออมมากขึ้น

โดย นายกฯเศรษฐา ได้กล่าวไว้ว่า ระบบ พร้อมเพย์ (PromptPay) เป็นตัวอย่างของความสำเร็จของไทยในการนำนวัตกรรมทางการเงินที่ได้เพิ่มมูลค่าการค้าขายแบบ mobile รวมไปถึงอำนวยความสะดวกต่อการบริโภค ทางรัฐบาลเองก็มีนโยบายสนับสนุนการแข่งขันในแวดวงการเงิน 

เรามาทำงานด้วยกันเพื่อทำให้การเติบโตเศรษฐกิจของไทยนั้น แข็งแรง มั่นคง แต่ไปตามฝันของเราทุกคน

โดยในงาน ได้มีการเสวนาเชิงลึกในประเด็นเศรษฐกิจยั่งยืนและบทบาทของสถาบันการเงินในยุคเปลี่ยนผ่านในสองหัวข้อใหญ่ คือ

  1. บทบาทของภาคการเงินสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน มีผู้บรรยายอย่าง Giorgio Gamba CEO ของ HSBC ประเทศไทย, อารีวัลย์ เอี่ยมดิลกวงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์, Robert Penaloza Country Head ของบริษัท Abrdn ประจำประเทศไทย และ Justin Ma กรรมการบริหาร Standard Chartered ภูมิภาค ASEAN แผนก Sustainable Economy มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้
  2. โฉมใหม่ของบริการทางการเงิน : ภัยคุมคามทางไซเบอร์และปัญญาประดิษฐ์ โดยมีผู้ชำนาญอย่าง Danny Goh CEO จาก Nexus FrontierTech, Denis Tawnitschek CTO จาก SCBX, Pengui Kee ผู้บริหารระดับภูมิภาคของ Ripjar และ John Cordova HSBC ประจำประเทศไทย

ไทย-อังกฤษ จับมือผลักดัน Digital Finance-Sustainability

ทั้งนี้ ในงานมีการลงนาม MOU ระหว่าง EXIM Bank ประเทศไทย และกรมเศรษฐกิจการส่งออกของสหราชอาณาจักร เพื่อการเอื้ออำนวยการค้าขายระหว่างสองประเทศ ไห้ได้มีความคล่องตัวมากขึ้น 

related