รวมความเห็นฝ่ายค้าน ปมอัตราภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่ประกาศโดยทรัมป์ ไทยถูกเก็บสูงถึง 37% เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้
จากกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมดที่เข้าสู่สหรัฐอเมริกา และเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นจากประเทศอื่นๆ อีกหลายสิบประเทศ รวมถึงคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการขยายสงครามการค้าที่สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดโลกและสร้างความสับสนให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ
สถานการณ์สงครามการค้ารอบใหม่ร้อนระอุขึ้น ซึ่งทรัมป์เรียกว่า “วันปลดแอก” ที่กำหนดภาษีตอบโต้ ในอัตราเท่ากับภาษีที่ประเทศอื่นที่เรียกเก็บจากสินค้าของสหรัฐ
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เตือนถึงผลกระทบที่รุนแรงจากการที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทยถึง 37% ภายใต้มาตรการ Reciprocal Tariff ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศ รวมถึงจีนที่ถูกขึ้นภาษี 34%
ไทยเป็นหนึ่งใน "Dirty 15" หรือกลุ่มประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของสหรัฐฯ ในอาเซียน มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 81,000 ล้านดอลลาร์ และได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ถึง 46,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เปรียบเสมือนแผ่นดินไหว 3 ลูกที่อาจทำให้ "ตึกประเทศไทย" สั่นคลอน
ขอเสนอให้นายกฯ เร่งตั้ง Special Task Force ที่นายกควรนั่งเป็นประธานเอง เพื่อระดมสมองในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพราะเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ไม่ใช่แค่มอบให้ปลัดกระทรวงเป็นประธานไปคุยกันเอง ซึ่งจะไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ทันเวลา เพราะระบบรัฐราชการไทย แต่ละกระทรวงจะไม่ยอมกัน และไม่ทำงานร่วมกันเป็นทีม
นายกจึงควรที่จะนั่งหัวโต๊ะตัวเอง และที่สำคัญควรจะนำภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมาคมธนาคารไทย สภา SMEs และนักเศรษฐศาสตร์ เข้ามาร่วมคิด เพื่อระดมกำลังรับมือกับแผ่นดินไหวทั้ง 3 ลูก ก่อนที่ “ตึกประเทศไทย” จะพังทะลาย
พรรคพลังประชารัฐ นำโดย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการด้านวิชาการ และ ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ที่ปรึกษาศูนย์นโยบายและวิชาการ เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีความห่วงใยในปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ ที่ด้านหน้าดูเหมือนว่าจะมีเมฆหมอกพายุที่ตั้งเค้าอยู่หลายลูก แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังไม่มีแผนในการเตรียมรับมือที่จะรับมือ และเรายังโชคร้ายเผชิญกับปัญหาแผ่นดินไหวอีกด้วย
ในขณะนี้มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ประการแรก หลายประเทศในยุโรปที่เตรียมจะส่งกำลังทหารเข้าไปประจำในประเทศยูเครน อันจะนำไปสู่การปะทะกับรัสเซีย ประการที่สองสหรัฐกับอิสราเอล อาจทิ้งระเบิดศูนย์พัฒนานิวเคลียร์ในอิหร่าน ทั้งสองเรื่องอาจจะทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นฉับพลัน
ล่าสุด สหรัฐเพิ่งประกาศตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เหตุการณ์ของโลกกำลังจะกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสหรัฐตั้งอัตราภาษีนำเข้าตอบโต้ไทย 37% ได้คำนึงไปถึงการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และการกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนกว่าปกติเพื่อช่วยส่งออกด้วย เมื่อบวกกับภาษีฐานอีก 10% จะเป็น 46% อันนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลจำเป็นต้องวางแผน รัฐบาลจึงต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และมาแถลงต่อประชาชนว่า ประชาชนจะรับมืออย่างไร
“เราได้มีการเตือนให้รัฐบาลเตรียมพร้อมล่วงหน้ามานานแต่ก็ไม่ได้มีอะไรคืบหน้า ผมแนะนำให้รัฐบาลเร่งสอบถามสหรัฐให้ เราเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐไม่สูงเท่าไหร่ แต่สหรัฐอ้างว่า เราเก็บถึง 72% ซึ่งมาจากมาตรการการกีดกันที่ถือว่าประเทศไทยมี และจากการที่เขาประเมินว่า เรามีการบริหารค่าเงินบาท เพื่อช่วยในการส่งออก เราต้องเข้าไปชี้แจงและทำความเข้าใจว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร เรื่องนี้ต้องรีบดำเนินการ“
ด้าน มล.กรกสิวัฒน์ เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวจะกระทบเศรษฐกิจมากกว่าที่คิด ข้อแรกคือ จะกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ข้อสอง จะทำให้มูลค่าคอนโดที่เป็นหลักประกันสินเชื่อลดลง และ ข้อสาม ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สร้างความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย และระบบการเตือนภัย ที่ครอบคลุมทั้งคนไทยและต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยว ย่อมจะกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างแน่นอน อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ คุณจะใช้ซิมการ์ดของไทยหรือต่างชาติ ก็จะได้รับการแจ้งเตือน พร้อม ๆ กันทุกคนในวินาทีก่อนที่จะเกิดเหตุ แต่ประเทศไทยใช้งบประมาณไปกว่า 1.7 พันล้านบาท เพื่อให้ส่ง SMS แจ้งเตือน แต่ 1 ชั่วโมง ส่งได้ไม่ถึง 200,000 คน
“รัฐบาลทำมาตลอดตั้งแต่ปี 66 แต่กลับไม่ได้อะไรเลย เป็นระบบที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องคนไทย และวันนี้ก็ยังมีการตื่นตระหนกอยู่ บางสถานที่ก็ยังมีการอพยพอยู่ เพราะความเชื่อมั่นมันไม่เกิด นักท่องเที่ยวก็อาจจะมีความกังวลใจ และอาจทำให้มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศด้วย และขอเตือนให้กระทรวงการคลังเฝ้าระวังเป็นพิเศษเรื่องความเสี่ยงเรื่องหุ้นกู้บริษัทอสังหาฯ ที่อาจประสบปัญหากระแสเงินสดติดขัดฉับพลันได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นปัญหาลูกโซ่”
ทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาชนนำโดย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่อกรณีนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา
ศิริกัญญากล่าวถึงนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ประกาศล่าสุด เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ว่าจะตอบโต้ไทยด้วยการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากไทยอีก 37% เป้าประสงค์ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนหน้าที่เพียงต้องการลดการขาดดุล แต่ครั้งนี้ต้องการรายได้เข้ารัฐเพื่อทดแทนภาษีเงินได้ที่กำลังจะประกาศลด และต้องการให้นักลงทุนย้ายฐานกลับสหรัฐอเมริกา
สำหรับผลกระทบต่อจีดีพีไทยในปี 2568 ศิริกัญญาเห็นว่า ขึ้นอยู่กับผลของการเจรจา จึงขอให้รัฐบาลใช้การเจรจาอย่างเร่งด่วนและรัดกุม เพราะหากไม่ทำอะไรเลยหรือการเจรจาไม่เป็นผล จะกระทบกับมูลค่าส่งออกรวมมากกว่า 1% ทำให้จีดีพีอาจหดตัวมากกว่า 1% จนต่ำกว่าเป้า 2% ได้
หากสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้เหลือ 25% จีดีพีจะลดลง 0.8% แต่ถ้าสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้ที่ขั้นต่ำสุดที่ทรัมป์ประกาศ 10% จีดีพีจะลดลงราว 0.3% สำหรับกลุ่มสินค้าคาดว่า สินค้าที่จะได้รับผลกระทบหนักคืออุปกรณ์สื่อสาร ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยางล้อ เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี มิใช่เพียงภาคส่งออกเท่านั้น แต่การลงทุนของบริษัทต่างๆ ก็จะหยุดชะงักด้วย เพื่อรอให้ฝุ่นหายตลบถึงจะตัดสินใจลงทุนกันครั้งใหม่
ศิริกัญญาเสนอต่อไปยังรัฐบาล และคณะทำงานผู้ทำหน้าที่เจรจาที่เพิ่งตั้งขึ้นว่า ต้องเรียกร้องให้มีการทบทวน โดยนำตัวเลขอื่นๆ ที่สหรัฐฯ ยังไม่นำมาคำนวณ เช่น ดุลบริการ ที่สหรัฐฯ ได้ดุลกับไทยอยู่แล้ว
.
ด้านวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอให้แยกผลกระทบออกเป็น 2 ส่วน คือ ผลทางตรง ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่พึ่งตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก คือ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ กลุ่มนี้จะได้รับผลรุนแรงรวดเร็ว เพราะเราส่งออกไปสหรัฐฯ รวมแล้ว 55,000 ล้านเหรียญ คิดเป็น 19% ของการส่งออกทั้งหมด และเกินดุลกับสหรัฐฯ ถึง 45,600 ล้านเหรียญ แม้การขยายตัวของการส่งออกช่วงไตรมาสแรกปีนี้ค่อนข้างดี เพราะบริษัทส่วนใหญ่เร่งส่งออกสินค้าไปสต็อกไว้ที่สหรัฐฯ ก่อน หนีความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษี ของจริงจะเกิดขึ้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป
.
ผลกระทบอีกด้านที่วีระยุทธเห็นว่าอย่าละเลย คือ ผลกระทบทางอ้อม 3 ชั้น ที่ไม่ควรมองข้าม ชั้นที่ 1 สินค้าที่ส่งไปยังประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไทยส่งออกไปเม็กซิโก เพื่อประกอบส่งเข้าสหรัฐฯ อีกทีก็มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท ชั้นที่สอง การแข่งขันรุนแรงขึ้นในตลาดประเทศอื่นๆ จากการที่ผู้ส่งออกหนีจากตลาดสหรัฐฯ เช่น ในตลาดประเทศออสเตรเลีย ก็มีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เข้ามาชิงส่วนแบ่งของไทย ชั้นที่สาม คือ สินค้าขั้นกลางอย่างยางพาราและเม็ดพลาสติก ที่ไทยส่งออกไปจีนเพื่อเข้าตลาดสหรัฐฯ ยอดตรงนี้ก็จะตกลงไปด้วย
วีระยุทธ เสนอแนวทางการรับมือเฉพาะหน้าว่าไทยต้องเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์ “อย่าให้ทีเดียวหมด เก็บไพ่ในมือไว้ปล่อยทีละใบ” ตัวอย่างไพ่ใบสำคัญที่ไทยอาจนำมาเป็นกลยุทธ์ต่อรองได้ คือ
มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่ไทยมีอยู่ 166 มาตรการ ต้องเอามาจัดลำดับความสำคัญ ว่าแต่ละตัวหากเปิดให้สหรัฐฯ แล้วจะส่งผลต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยอย่างไร เลือกทำเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ก่อน เช่น เพิ่มสิทธิแรงงาน จากนั้นเปิดรับการนำเข้าแบบ “มียุทธศาสตร์” คือ เลือกสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลาย
ทั้งนี้ วีระยุทธย้ำว่า รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลผู้ได้ผู้เสียจากของที่จะเอาไปต่อรอง อย่ามุบมิบเจรจา อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับการเปิดเสรีกับจีนที่ผู้เสียประโยชน์ไม่รู้ตัวและไม่ได้รับความช่วยเหลือให้เตรียมพร้อมรับมือ และเหนืออื่นใด คือต้องเริ่มจินตนาการถึง “โลกที่ไม่มีอเมริกาและจีน” ว่าไทยจะปรับซัพพลายเชนแต่ละสินค้าอย่างไร เพื่อรับมือภาวะสงครามการค้าที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ
ด้านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ แนะนำให้พร้อมรับมือการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่จะรุนแรงขึ้นอีก หลายเรื่องรัฐบาลพูดมานานอยู่ในแผนที่จะทำ แต่ยังไม่มีกำหนดเสร็จชัดเจน เช่น การกำกับแพลตฟอร์ม การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์มีส่วนรับผิดชอบหากปล่อยให้มีการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์ม
การเพิ่มจำนวนมาตรฐานบังคับเพื่อขยายความคุ้มครองประเภทสินค้าให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงและเจ้าหน้าที่สามารถยึดอายัดได้ สิทธิพลกล่าวว่า เรื่องเหล่านี้รัฐบาลพูดมาตั้งแต่กันยายนปี 2567 แต่ยังไม่มีการออกมาตรการมาบังคับใช้ เช่น เรื่องการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำถามคือเรื่องนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ ตราบใดที่ยังไม่เสร็จ รัฐก็ไม่มีประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมมาตรฐาน คุณภาพสินค้า การตรวจสอบภาษี ตลอดจนการลงโทษหากผู้ประกอบการต่างชาติกระทำผิด
เรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงการดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า วันนี้มีเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการจำนวนมาก ว่าถูกสินค้าจากต่างชาติทุ่มตลาด หลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด กระทั่งได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งภายใต้กระบวนการปัจจุบัน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการประสบความยากลำบากในการรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง รัฐจะสามารถช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกมากกว่านี้ได้อย่างไร เช่นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน
ในเรื่องมาตรฐานบังคับ ผ่านมาครึ่งปี ที่อยู่ในลิสต์ว่าจะออกมาตรฐานก็มีจำนวนเท่าเดิม จำนวนที่เพิ่มและมีผลบังคับใช้แล้วมีเพียง 1-2 มาตรฐาน ความเร็วในอัตรานี้ ไม่เพียงพอต่อการกำกับสินค้าต่างชาติ นอกจากนี้ยังควรเร่งรัด คือการตรวจจับที่ด่านศุลกากรให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพราะเป็นด่านแรกของการที่สินค้าเหล่านี้เข้ามาในประเทศ แม้รัฐบาลจะบอกว่าปัจจุบันตรวจสอบหรือสกรีนเพิ่มขึ้นแล้ว บางช่องทางถึงขนาดบอกสกรีน 100% แต่การที่สินค้าเหล่านี้ยังรอด แสดงให้เห็นว่าการตรวจยังมีช่องโหว่
ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนปิดท้ายว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอญัตติด่วนเพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหา รวมถึงใช้กลไกกรรมาธิการและการสื่อสารสาธารณะในการเสนอแนะรัฐบาล เพราะสงครามการค้ามีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต
ที่มา : คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan
ข่าวที่เกี่ยวข้อง