svasdssvasds

"ทรัมป์" เก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯใหม่ 10% ไทยอ่วมโดนหนัก 37%

"ทรัมป์" เก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯใหม่ 10% ไทยอ่วมโดนหนัก 37%

เช็กลิสต์อัตราภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่ประกาศโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ไทยถูกเก็บถึง 37% เปิดรายชื่อประเทศที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดสูงสุดถึง 49%

วันที่ 3 เมษายน 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวานนี้ (2 เม.ย.) จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมดที่เข้าสู่สหรัฐอเมริกา และเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นจากประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ รวมถึงคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการขยายสงครามการค้าที่สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดโลกและสร้างความสับสนให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ

มาตรการเก็บภาษีครั้งนี้จะสร้างอุปสรรคใหม่รอบเศรษฐกิจผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก เป็นการกลับทิศทางนโยบายเสรีทางการค้าที่ดำเนินมาหลายทศวรรษซึ่งได้กำหนดรูปแบบระเบียบโลก คาดว่าคู่ค้าจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ราคาที่สูงขึ้นอย่างมากสำหรับสินค้าทุกอย่าง

สินค้านำเข้าจากจีนจะถูกเรียกเก็บภาษีร้อยละ 34 เพิ่มเติมจากร้อยละ 20 ที่เรียกเก็บก่อนหน้านี้ รวมเป็นภาษีใหม่ทั้งหมดร้อยละ 54 พันธมิตรสหรัฐฯ ที่ใกล้ชิดก็ไม่ได้รับการยกเว้น รวมถึงสหภาพยุโรปซึ่งเผชิญกับภาษีร้อยละ 20 และญี่ปุ่นซึ่งถูกกำหนดให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 24

คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568 และจะบังคับใช้กับประมาณ 60 ประเทศทั้งหมด ส่วนภาษีพื้นฐานร้อยละ 10 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เมษายน 2568

"ทรัมป์" เก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯใหม่ 10% ไทยอ่วมโดนหนัก 36%

อัตราการเก็บภาษีใหม่ของสหรัฐฯ 

กลุ่มที่ 1

  • จีน  34%
  • สหภาพยุโรป  20%
  • เวียดนาม  46%
  • ไต้หวัน  32%
  • ญี่ปุ่น  24%
  • อินเดีย  26%
  • เกาหลีใต้  25%
  • ไทย  36%
  • สวิตเซอร์แลนด์  31%
  • อินโดนีเซีย  32%
  • มาเลเซีย  24%
  • กัมพูชา  49%
  • สหราชอาณาจักร  10%
  • แอฟริกาใต้  30%
  • บราซิล  10%
  • บังกลาเทศ  37%
  • สิงคโปร์  10%
  • อิสราเอล  17%
  • ฟิลิปปินส์  17%
  • ชิลี  10%
  • ออสเตรเลีย  10%
  • ปากีสถาน  29%
  • ตุรกี  10%
  • ศรีลังกา  44% 
  • โคลัมเบีย  10%

กลุ่มที่ 2

  • เปรู  10%
  • นิการากัวช  18%
  • นอร์เวย์  15%
  • คอสตาริกา  10%
  • จอร์แดน  20%
  • สาธารณรัฐโดมินิกัน  10%
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  10%
  • นิวซีแลนด์  10%
  • อาร์เจนตินา  10%
  • เอกวาดอร์  10%
  • กัวเตมาลา  10%
  • ฮอนดูรัส  10%
  • มาดากัสการ์  47%
  • เมียนมา  44%
  • ตูนิเซีย  28%
  • คาซัคสถาน  27%
  • เซอร์เบีย  37%
  • อียิปต์  10%
  • ซาอุดีอาระเบีย  10%
  • เอลซัลวาดอร์  10%
  • โกตดิวัวร์  21%
  • ลาว  48%
  • บอตสวานา  37%
  • ตรินิแดดและโตเบโก  10%
  • โมร็อกโก  10%

"ทรัมป์" เก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯใหม่ 10% ไทยอ่วมโดนหนัก 36%

 

กลุ่มที่ 3

  • แอลจีเรีย  30%
  • โอมาน  10%
  • อุรุกวัย  10%
  • บาฮามาส  10%
  • เลโซโท  50%
  • ยูเครน  10%
  • บาห์เรน  10%
  • กาตาร์  10%
  • มอริเชียส  40%
  • ฟิจิ  32%
  • ไอซ์แลนด์  10%
  • เคนยา  10%
  • ลิกเตนสไตน์  37%
  • กายอานา  38%
  • เฮติ  10%
  • บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา  35%
  • ไนจีเรีย  14%
  • นามิเบีย  21%
  • บรูไน  24%
  • โบลิเวีย  10%
  • ปานามา  10%
  • เวเนซุเอลา  15%
  • มาซิโดเนียเหนือ  33%
  • เอธิโอเปีย  10%
  • กานา  10%

การเรียกเก็บภาษีจำนวนมากของทรัมป์ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินและธุรกิจที่พึ่งพาข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ฝ่ายบริหารกล่าวว่าภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ทรัมป์ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพฤหัสบดี

ทรัมป์ก่อนหน้านี้ได้เรียกเก็บภาษีร้อยละ 25 สำหรับเหล็กและอลูมิเนียม และขยายไปถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมูลค่าเกือบ 150 พันล้านดอลลาร์

ไทยและสหรัฐฯ มีข้อตกลงกรอบการค้าและการลงทุน (TIFA) ที่ลงนามตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นกลไกหลักสำหรับการหารือประเด็นการค้าและการลงทุนทวิภาคี อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศยังคงมีอุปสรรคสำคัญหลายประการ

รายงานตัวเลขภาษีใหม่ 'ไทย' เจอบวกเพิ่มเป็น 37%

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ทำเนียบขาวได้ออกรายการภาคผนวก (annex listing) เกี่ยวกับภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งแถลงไปเช้านี้ โดยมีมากกว่า 14 ประเทศที่ตัวเลขคลาดเคลื่อนออกมา "น้อยเกินไป" ต้องมีการปรับตัวเลขใหม่เพิ่มอีก 1% 

"ประเทศไทย" เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ถูกปรับแก้ใหม่ โดยเพิ่มอีก 1% เป็น 37% เช่นเดียวกับ "อินเดีย" ที่เพิ่มเป็น 27% และ "เกาหลีใต้" เพิ่มเป็น 26%

สิ่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากภายใต้คำสั่งบริหาร (executive order) ที่บังคับใช้นโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ของทรัมป์ ประเทศคู่ค้าของสหรัฐทั้งหมดจะถูกเก็บภาษีศุลกากรพื้นฐานทั่วโลก 10% ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน

สหรัฐฯ อ้างความชอบธรรมขึ้นภาษี ชี้ไทยกีดกันการค้า

อัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยแบบ MFN (Most-Favored-Nation) ที่ไทยใช้อยู่ที่ 9.8% ในปี 2566 โดยแบ่งเป็นอัตราภาษีเฉลี่ย 27.0% สำหรับสินค้าเกษตร และ 7.1% สำหรับสินค้าที่ไม่ใช่เกษตร ซึ่งไทยได้ผูกพันพิกัดภาษีศุลกากร 76.9% ของรายการสินค้าทั้งหมดในองค์การการค้าโลก (WTO) โดยมีอัตราภาษีผูกพันเฉลี่ยอยู่ที่ 26.6%

สหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTBs) ของไทย ได้แก่

  1. การห้ามและจำกัดการนำเข้า โดยเฉพาะการจำกัดการนำเข้าเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง แม้ไทยจะมีแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) 20 ปี (2561-2580) ก็ตาม ทั้งนี้ไทยไม่ได้อนุมัติใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลสำหรับเชื้อเพลิงตั้งแต่ปี 2548
  2. การออกใบอนุญาตนำเข้า ที่ไทยกำหนดให้การนำเข้าสินค้าหลายรายการต้องมีใบอนุญาตนำเข้า เช่น ไม้ ปิโตรเลียม เครื่องจักรอุตสาหกรรม สิ่งทอ เภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหาร และสินค้าเกษตร
  3. ค่าธรรมเนียมการนำเข้า โดยไทยเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจสอบความปลอดภัยอาหารในรูปแบบค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำเข้าสำหรับการขนส่งเนื้อสัตว์ทุกครั้ง
  4. อุปสรรคด้านศุลกากร โดยไทยให้แรงจูงใจแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ริเริ่มการสืบสวนหรือการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ เพียงไม่กี่รายที่ยังคงมีระบบจูงใจดังกล่าว

นอกจากนี้สหรัฐฯ กังวลเกี่ยวกับอุปสรรคด้านเทคนิคต่อการค้า (TBT)และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช(SPS) ของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์นม ในรายงานระบุว่า ในเดือนมิถุนายน 2567 ไทยได้แจ้งต่อคณะกรรมการว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าของ WTO เกี่ยวกับร่างกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับข้อจำกัดการตลาดอาหารสำหรับเด็ก

ทั้งนี้อุตสาหกรรมสหรัฐ แสดงความกังวลว่าข้อจำกัดที่เสนอไม่ได้ให้ความชัดเจนเพียงพอ และขอบเขตของอาหารที่ครอบคลุมอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์นมหลากหลายประเภทของสหรัฐ ไปยังไทย โดยสหรัฐฯ ยังกังวลว่ากฎระเบียบนี้ได้รับการสรุปและแจ้งต่อราชกิจจานุเบกษาของไทยก่อนที่ช่วงเวลาแสดงความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะสิ้นสุด โดยกฎระเบียบนี้มีกำหนดมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568

ด้านเนื้อหมู แม้ในปี 2555 ไทยจะระบุว่าจะยกเลิกการห้ามนำเข้าเนื้อหมูจากประเทศที่อนุญาตให้ใช้แรกโตพามีน (สารเร่งเนื้อแดง) แต่ไทยยังไม่ได้กำหนด MRLs สำหรับแรกโตพามีนในเนื้อหมู ซึ่งทำให้การนำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อหมูของสหรัฐฯ เป็นไปไม่ได้อย่างมีประสิทธิผล เนื่องจากไม่มีความคืบหน้าในประเด็นนี้ ในวันที่ 30 ธันวาคม 2563 สหรัฐฯ จึงได้เพิกถอนสิทธิพิเศษทางภาษีปลอดภาษีของไทยประมาณ1 ใน 6 ภายใต้โครงการระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ของสหรัฐฯ

ประเด็นสัตว์ปีก ตั้งแต่ปี 2557 ไทยได้ห้ามการนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตและเนื้อสัตว์ปีกของสหรัฐฯ เป็นครั้งคราว และล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เนื่องจากการปรากฏตัวเป็นครั้งคราวของไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงในสหรัฐฯ การห้ามนำเข้านี้ใช้กับผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ ทั้งหมด โดยไม่คำนึงถึงแนวทางขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ ที่แนะนำให้ประเทศผู้นำเข้าแบ่งเขตการห้ามนำเข้าของตน

ไทยอยู่ในบัญชีจับตามองเรื่องละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ไทยยังคงอยู่ในบัญชีจับตามอง (Watch List) ในรายงานพิเศษ 301 ปี 2567 แม้ว่าไทยจะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในด้านการคุ้มครองและการบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) แต่สินค้าปลอมและการละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงมีให้บริการอย่างสะดวก โดยเฉพาะทางออนไลน์ รายงานตลาดที่มีชื่อเสียงในด้านการปลอมแปลงและการละเมิดลิขสิทธิ์ปี 2567 (Notorious Markets List) ได้รวมศูนย์การค้า MBK Mall เป็นตลาดทางกายภาพที่มีสินค้าปลอมจำนวนมากในกรุงเทพฯ

อุปสรรคด้านการบริการ-การลงทุน

รายงานยังระบุถึงอุปสรรคด้านบริการที่สหรัฐฯ กังวล อาทิ ในภาคบริการโสตทัศน์ บริการทางการเงิน และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์/การค้าดิจิทัล โดยเฉพาะข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBA) ห้ามไม่ให้คนที่ไม่มีสัญชาติไทยและนิติบุคคลที่มีต่างชาติถือหุ้นข้างมากถือครองเกินกว่า 50% ในหลายภาคส่วน

"แรงงาน" ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ในเดือนเมษายน 2563 สหรัฐฯ ได้ระงับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของไทยบางส่วนภายใต้โครงการ GSP เนื่องจากไทยไม่ได้ดำเนินการให้คนงานในไทยได้รับสิทธิแรงงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเสรีภาพในเรื่องมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยยังไม่ได้ผ่านกฎหมายใหม่ใดๆ เพื่อแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพดังกล่าว แม้ว่าในเดือนมีนาคม 2567 ไทยได้อนุมัติมติเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ขณะนี้ร่างแก้ไขกำลังอยู่ระหว่างการทบทวนภายในประเทศ ซึ่งการแก้ไขเหล่านี้อาจแก้ไขประเด็นที่พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

related