ฝ่ายค้านจัดให้แบบแน่น ๆ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกแพทองธาร ชินวัตร กรณีแก้ไขวิกฤตปลาหมอคางดำระบาด การที่รัฐบาลเงียบ ถือเป็นความน่าผิดหวังอย่างยิ่ง
วันนี้ (24 มี.ค.68) นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ฝ่ายค้าน) ได้ฉะประเด็นเดือด "การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ" ในอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี"แพทองธาร ชินวัตร" โดยกล่าวว่า
ประเทศไทย "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" เราเคยมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ด้วยการบริหารงานของแต่ละยุค แต่ละสมัยที่ผิดทิศ ผิดทาง ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่เดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ "ในนามีสารเคมี ส่วนในน้ำมีหายนะครั้งใหญ่" ที่กำลังถูกทำลาย กลืนกินทุกสิ่งมีชีวิตในทุกแหล่งน้ำ ด้วยการระบาดของปลาหมอคางดำ ที่นับว่าเป็นอาชญากรรมทางสิ่งแวลด้อมครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา
ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ พื้นที่เพาะสัตว์น้ำกว่า 520,000 ไร่ กินพื้นที่ 76 อำเภอ ใน 19 จังหวัดทั่วประเทศได้รับผลกระทบ ผู้คนสูญเสียอาชีพ สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียความมั่นคงในชีวิต โดยตัวเลขความเสียหายตอนนี้กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยประเมินได้คร่าว ๆ ขณะนี้คือ 26,432 ล้านบาท ต่อปี นี่ยังไม่นับรวมมูลค่าทางอ้อมที่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และการขาดดุลการค้า เราจะไม่ได้เห็นปลาท้องถิ่น อย่างปลาสลิดบางบ่อ ปลาทูแม่กลอง หรือกุ้งแม่น้ำอยุธยาอีกแล้ว เราจะได้เห็นกุ้งหอย ปู ปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศแทน โดยบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่ราย เราจะให้อนาคตบ้านเมืองเราเป็นแบบนี้เหรอ เราจะให้คนรุ่นหลังต้องรับชะตากรรมที่น่าอับอายเช่นนี้เหรอ
สิ่งที่เจ็บปวดมากที่สุดคือ ความเงียบของรัฐบาล นิ่งนอนใจ ปล่อยให้พี่น้องประชาชน ต้องสู้กับวิกฤตครั้งนี้อยู่เพียงลำพัง ซึ่งประชาชน สื่อมวลชน พี่น้องประชาชนเค้ารับรู้แล้ว แต่ก็ได้แค่ตั้งคำถาม ว่าที่ทำกันไปมันถูกทิศถูกทางรึยัง
ที่่ผานมา ไม่มีหน่วยงานใดที่กล้าออกมาปกป้องทรัพยากรที่มูลค่ามหาศาลของประเทศชาติไม่มาต่อสู้เคียงข้างพี่น้องประชาชน ทั้ง ๆ ที่ในยุครัฐบาลเพื่อไทย ผ่านนายกรัฐมนตรีมาทั้ง 2 คน และต่างก็รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นถึงความเสียหายและภาระงบประมาณแผ่นดิน แต่ภายใต้วาระแห่งชาตินี้ กลับไม่มีอะไรอยู่เลยแม้ความจริงใจต่อพี่น้องเกษตรกร
มีการอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 450 ล้านบาท ออกข่าวใหญ่โตให้ชาวประมงดีใจ สุดท้ายเป็นเพียงแค่ตัวเลขที่ให้กรมประมงไปหาเงินเอาเอง ไปตัดแบ่งจากโครงการอื่น ๆ สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เป็นเพียงละครฉากใหญ่ หลอกซื้อใจ ซื้อเวลา
ล่าสุดได้ยินว่าจะอนุมัติอีก 98 ล้าน ก็เปรียบเหมือนอนุมัติซื้อยาพาราแก้โรคมะเร็ง ถ้ายังคิดทำแบบนี้อยู่ ผมว่ารัฐบาลนี้ไปไม่รอดแน่ ๆ ครับ
นี่คือตัวอย่างมาตรการที่ออกมาโดยรัฐบาล
สองข้อสุดท้ายสวยหรู แต่จับต้องไม่ได้ ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่ ไม่รู้ตอนนั้นจะเหลือธรรมชาติอะไรให้นายกฯได้ปกป้องหรือเปล่า
จริง ๆ มันต้องเริ่มจากการที่รัฐบาลมีความกล้า หาตัวผู้กระทำผิดให้ได้อันดับแรก ต่อมาก็ชดเชยเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด ไม่ต้องให้เขาตายทั้งเป็นแบบนี้ หลังจากนั้นก็บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว ให้เต็มประสิทธิภาพ
ท่านกลัวอะไรอยู่ ทำไมไม่กล้าสั่งให้ตามล่าหาความจริง ถ้าท่านทำ มันคงไม่เลยเถิดมาถึงการอภิปรายวันนี้ หรือท่านเกรงใจ ไม่กล้าทำอะไนที่มันไปกระทบกับกลุ่มทุนที่ช่วยตั้งไข่รัฐบาลนี้ ท่านช่วยเห็นใจประชาชนด้วยครับ
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นระหว่างกรมประมงกับศูนย์วิจัยของ CPF ที่ท่านบอกว่าปลาในศูนย์วิจัยตายหมดแล้ว ตั้งแต่นำเข้ามาราชอาณาจักรไม่กี่วัน แต่วันนี้เราก็ยังเจอ หรือมันเป็นความบังเอิญมาก ๆ ที่เราจะมาเจอปลาต่างถิ่นจากแอฟริกาใต้อยู่ในระแวกเดียวกัน
"หากมันฉลาดถึงขนาดว่ายข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงประเทศไทยเพราะคิดว่าพ่อและเพื่อน ๆ ของมันบินมาอยู่ที่นี่ แต่ก็คงไม่รู้ถึงขนาดที่ว่าว่ายมาที่ตำบลเดียวกัน อำเภอเดียวกัน จังหวัดเดียวกัน เพราะถ้ามันเก่งขนาดนี้ ฉ,าดขนาดนี้ จับมันแกงให้นายกรัฐมนตรีแพทองธารทานไปเลย จะได้ฉลาดและเก่งแบบไอปลาหมอคางดำฝูงนี้"
อย่างไรก็ตาม เมื่อ 18 มีนาคม 2568 ชาวบ้านมาทวงถามคำตอบที่ทำเนียบรัฐบาล เตรียมปลาหมอคางดำจำนวน 2,000 กิโลมามอบให้ท่านรัฐมนตรีถึงที่ พร้อมข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ซึ่งผมไปรับมาและรับปากว่าจะนำมาเปิดในสภาให้ท่านรัฐมนตรีได้เห็น
1. ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบหาผู้กระทำความผิด
2. กำจัดปลาหมอคางดำใหหมดภายใน 1 ปี และเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ
3. ประกาศเขตภัยพิบัติทันที
4. ให้หน่วยงานรัฐฟ้องผู้กระทำความผิดมาชดใช้เยียวยา
แค่ 4 ข้อนี้เอง มันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง ไม่ได้เกินความสามารถของ
นายกแพทองธาร หรอกครับ และน้ำหนักของฟิวเจอร์บอร์ดข้อเรียกร้อง 4 แผนนี้ก็ไม่ได้มีน้ำหนักมากไปกว่าช่อดอกไม้ ที่ท่านรับในวันนั้นเลย ทำไม
ถึงจะมารับไปดำเนินการแก้ไขให้พวกเค้าไม่ได้