SHORT CUT
เจาะโมเดลธุรกิจ Marina Bay Sands สถานบันเทิงครบวงจรที่ไม่ได้มีแค่กาสิโนถูกกฎหมาย แต่เป็นโครงการที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ ผลการดำเนินงานที่เติบโตก้าวกระโดด
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังถกเถียงกันอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ... ที่ได้รับความเห็นชอบในหลักการจากที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2568 และกำลังเตรียมเสนอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนปิดสมัยประชุม
กระแสความกังวลเรื่องการติดการพนันของประชาชนก็มีมากขึ้น แต่รัฐบาลดูเหมือนจะมองไปที่โมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ "มารีน่าเบย์แซนด์" (Marina Bay Sands) ในสิงคโปร์ที่ไม่เพียงเปลี่ยนเส้นขอบฟ้าของประเทศเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการท่องเที่ยว ธุรกิจ และความบันเทิง
ขณะที่ประเทศไทยเดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้ คำถามที่หลายฝ่ายสงสัยคือ ประเทศไทยจะสามารถสร้างโมเดลธุรกิจแบบมารีน่าเบย์แซนด์ที่มีมาตรการควบคุมเข้มงวดและสร้างรายได้มหาศาลได้จริงหรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียงการเปิดประตูให้ปัญหาการพนันแพร่ระบาดในสังคมไทย
ย้อนกลับในปี 2006 รัฐบาลสิงคโปร์ได้เปิดการประมูลแข่งขันเพื่อพัฒนารีสอร์ทแบบบูรณาการ (Integrated Resort) สองแห่งในสิงคโปร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของสิงคโปร์ในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับธุรกิจและการพักผ่อน บริษัท Las Vegas Sands ได้รับการคัดเลือกให้พัฒนาพื้นที่มารีน่าเบย์ ซึ่งอยู่ติดกับย่านธุรกิจกลางของสิงคโปร์ ขณะที่รีสอร์ทแบบบูรณาการแห่งที่สองตั้งอยู่บนเกาะเซนโตซา ดำเนินการโดย Genting Singapore
วันที่ 23 สิงหาคม 2006 บริษัทย่อยที่ Las Vegas Sands เป็นเจ้าของเต็มรูปแบบคือ Marina Bay Sands Pte. Ltd. (MBS) ได้ลงนามในข้อตกลงการพัฒนากับคณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board หรือ STB) เพื่อออกแบบ พัฒนา ก่อสร้าง และดำเนินการมารีน่าเบย์แซนด์ ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงสัมปทานให้ MBS เป็นเจ้าของและดำเนินการกาสิโนภายในรีสอร์ทแบบบูรณาการ
สัมปทานมีกำหนด 30 ปีนับจากวันที่ลงนามในข้อตกลงการพัฒนา(23 สิงหาคม 2549) หากต้องการต่ออายุสัมปทาน MBS ต้องแจ้ง STB และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในสิงคโปร์อย่างน้อย 5 ปีก่อนที่จะหมดอายุในเดือนสิงหาคม 2579 รัฐบาลสิงคโปร์อาจยกเลิกสัมปทานกาสิโนก่อนหมดอายุเพื่อประโยชน์สูงสุดของสาธารณะ ซึ่งในกรณีนี้จะมีการจ่ายค่าชดเชยที่เป็นธรรมให้กับ MBS
2. ช่วงเวลาเอกสิทธิ์
STB ได้กำหนดช่วงเวลาเอกสิทธิ์ 10 ปี ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2552 โดยมีการออกใบอนุญาตให้ดำเนินการกาสิโนในสิงคโปร์เพียงสองใบเท่านั้น ต่อมาเอกสิทธิ์นี้ได้รับการขยายไปจนถึงปี 2574 นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเอกสิทธิ์นี้ Las Vegas Sands จะต้องยังคงเป็นนิติบุคคลรายเดียวที่ใหญ่ที่สุดที่มีผลประโยชน์ควบคุมทางตรงหรือทางอ้อมอย่างน้อย 20% ใน MBS
3. ข้อกำหนดการลงทุนขั้นต่ำ
ข้อตกลงการพัฒนากำหนดให้ MBS ลงทุนอย่างน้อย 3.85 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 2.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 31 ธันวาคม 2010) ในรีสอร์ทแบบบูรณาการ โดยการลงทุนนี้จะถูกจัดสรรในจำนวนที่ระบุระหว่างคาสิโน โรงแรม ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พื้นที่ค้าปลีก สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการประชุม การจัดแสดง และนิทรรศการ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ สถานที่บันเทิง และพื้นที่สาธารณะ
4. ข้อจำกัดของกาสิโน
พื้นที่เล่นเกมต้องไม่เกิน 15,000 ตารางเมตร (ประมาณ 161,000 ตารางฟุต) และต้องไม่มีเครื่องเล่นเกมเกิน 2,500 เครื่อง แต่ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนโต๊ะเกม
5. ภาษี
มีภาษีสินค้าและบริการ 7% ที่เรียกเก็บจากรายได้จากการเล่นเกมขั้นต้น และภาษีกาสิโน 15% ที่เรียกเก็บจากรายได้จากการเล่นเกมขั้นต้นจากกาสิโนหลังจากหักภาษีสินค้าและบริการ ยกเว้นในกรณีของการเล่นเกมโดยผู้เล่นระดับพรีเมียม ซึ่งในกรณีนี้จะมีการเรียกเก็บภาษีคาสิโน 5% อัตราภาษีถูกกำหนดให้ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นระยะเวลา 15 ปีนับจากวันที่ 29 มกราคม 2552 แต่ในปี 2567 มีการเพิ่มขึ้นของอัตราภาษีการพนัน 3% ในสิงคโปร์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของภาษีมูลค่าเพิ่ม 1%
Marina Bay Sands ดำเนินการภายใต้สัมปทานกาสิโนเป็นระยะเวลา 30 ปีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการพัฒนาที่ลงนามในเดือนสิงหาคม 2006 กับ Singapore Tourism Board (STB) กับ Marina Bay Sands Pte. Ltd. (MBS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดยกลุ่ม Las Vegas Sands
ตามตัวเลขที่เผยแพร่โดย STB ในปี 2553 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปยังสิงคโปร์ 11.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2552 โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมจะกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2553 เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวในปี 2553 คือ 3.9 วัน
ในปี 2566 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวสิงคโปร์ 13.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 6.3 ล้านคนในปี 2565 แม้ว่าตัวเลขนี้ยังคงลดลง 28.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 ก่อนการระบาดของ COVID-19 โดยตลาดแหล่งที่ใหญ่ที่สุดของนักท่องเที่ยวที่มาสิงคโปร์คืออินโดนีเซียและจีน ซึ่งคิดเป็น 20% และ 10% ของนักท่องเที่ยวตามลำดับ
เมื่อดูผลการดำเนินงานของ Marina Bay Sands หลังโควิด-19 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 พบว่ามีรายได้สุทธิ 1.33 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2566 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากการเปิดพรมแดนและการยกเลิกข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่ และการเพิ่มขึ้นของการของผู้โดยสารทางอากาศ ในจำนวนนี้เป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากกาสิโน 1 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากปริมาณการเล่นเกมบนโต๊ะและเครื่องสล็อตที่เพิ่มขึ้น
ในรายงานงบการเงินของ Las Vegas Sands ระบุ ตลาดการเล่นกาสิโนโดยรวมมีทั้งกลุ่ม VIP และกลุ่มการเล่นเกมมวลชน โดยบาคาร่าเป็นเกมบนโต๊ะที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่ม VIP และกลุ่มการเล่นเกมมวลชน
ลูกค้าที่เล่นเกมส่วนใหญ่มาจากตลาดหลักคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างจากตลาดกาสิโนส่วนใหญ่ในเอเชีย เพราะตลาดการเล่นเกม VIP ของสิงคโปร์ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยกิจกรรมของตัวแทนนำเที่ยว (junket) เนื่องจากระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวด
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง