SHORT CUT
เปิดบันทึกแผ่นดินไหว 5 ครั้งในสมัยอยุธยา เมื่อภัยธรรมชาติกลายเป็นลางร้ายสะเทือนราชบัลลังก์และบ้านเมือง"
แผ่นดินไหว เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก แต่สำหรับผู้คนในอดีต โดยเฉพาะในยุคที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายเหตุและผลได้อย่างชัดเจน พวกเขากลับมองว่าการสั่นสะเทือนของผืนดินไม่ใช่เรื่องปกติ หากแต่เป็น สัญญาณจากฟ้า หรือ ลางบอกเหตุร้าย ที่กำลังจะมาเยือนบ้านเมือง
เหตุการณ์แผ่นดินไหวในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเคยเกิดขึ้นหลายครั้ง พร้อมเหตุร้ายแรงที่ตามมาในแต่ละครั้ง ได้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อนี้ให้ฝังแน่นในจิตใจผู้คนยุคนั้น
“พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ” ซึ่งเป็นเอกสารที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญและวีรกรรมของกษัตริย์อยุธยาในช่วง พ.ศ. 1894-2148 นั้น ได้บันทึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวไว้จำนวน 5 ครั้ง ดังนี้
.
ช่วงปลายรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (ประมาณปี พ.ศ. 2068) เกิดภาวะฝนแล้งหนัก น้ำน้อยจนข้าวในนาล้มตายเสียหายทั้งหมด ตามบันทึกพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ระบุว่าในปีนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น “ทุกเมือง” ทั่วอาณาจักร หลังแผ่นดินไหวก็มีเหตุอุบาทว์ประหลาดหลายอย่างตามมา
เหตุภัยแล้งทำให้ปีถัดมาเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงอย่างรุนแรง (ราคาข้าวสารพุ่งสูง)สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเมื่อในปี พ.ศ. 2072 ปรากฏรุ้งกินน้ำสีขาวผิดธรรมชาติบนท้องฟ้า และในปีเดียวกันนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของบ้านเมือง
ผู้คนยุคนั้นจึงมองว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2068 เป็นลางร้ายที่ทำนายถึงการสิ้นรัชกาลและหายนะที่จะเกิดกับราชวงศ์ในเวลาต่อมา
หลังสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันในปี 2089 กรุงศรีอยุธยาก็ประสบอัคคีภัยครั้งใหญ่ และเกิดแผ่นดินไหวในปีเดียวกัน ไม่นาน สมเด็จพระเจ้ายอดฟ้า (พระราชโอรสวัยเยาว์) ถูกลอบปลงพระชนม์จากการก่อกบฏของพระสนมศรีสุดาจันทร์และขุนชินราช นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงราชบัลลังก์ และในปีต่อมา (พ.ศ. 2092) อยุธยาก็ต้องเสียเอกราชให้หงสาวดี ผู้คนจึงเชื่อว่าแผ่นดินไหวครั้งนั้นเป็นลางร้ายเตือนถึงความปั่นป่วนและหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น
ขณะสมเด็จพระนเรศวรเตรียมยกทัพไปช่วยหงสาวดีรบกับอังวะ ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่บริเวณเมืองกำแพงเพชร เชื่อกันว่าเป็นลางเตือนถึงแผนลวงของพระเจ้าหงสาวดีที่หวังจับพระองค์ โชคดีที่ทรงรอดมาได้ แต่หลังเหตุการณ์นั้น ไมตรีระหว่างสองอาณาจักรสิ้นสุดลง ไม่นานก็เกิดลางร้ายต่าง ๆ ในหัวเมืองเหนือ และในปีถัดมา (พ.ศ. 2128) หงสาวดีก็ยกทัพมาโจมตีอยุธยา ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าแผ่นดินไหวในปี 2127 เป็นสัญญาณล่วงหน้าของสงครามใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในช่วงปลายรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (พระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวร) ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ แรม 8 ค่ำ เดือน 12 ปีจุลศักราช 950 (ตรงกับวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2131)
เหตุการณ์ครั้งนี้เอกสารพงศาวดารมิได้บันทึกรายละเอียดความเสียหายหรือเหตุการณ์อื่นในปีเดียวกัน นอกจากระบุว่าหลังจากนั้นราวหนึ่งปี (จ.ศ. 951) ได้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงรุนแรงในกรุงศรีอยุธยา ประชาชนเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและอาหารขาดแคลน
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นลางร้ายที่นำมาซึ่งความทุกข์ยากความอดอยากของผู้คนในอาณาจักร
เพียงไม่นานหลังภัยข้าวแพง ในวันศุกร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 2 จ.ศ. 951 (ตรงกับวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2133) ก็ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นอีกครั้งหนึ่งในกรุงศรีอยุธยา
นี่เป็นช่วงเวลาที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงประชวรและพระชนม์ทรงเจริญมากแล้ว เหล่าผู้คนต่างหวั่นเกรงว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้อาจเป็นลางร้ายถึงชีวิตของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของบ้านเมือง ซึ่งก็เป็นจริงดังว่า เพราะหลังแผ่นดินไหวผ่านไปเพียงประมาณ 6 เดือน (วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2133) สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชก็เสด็จสวรรคต สิ้นสุดรัชสมัยของพระองค์
เมื่อพิจารณาตามความเชื่อโชคลางของผู้คนในยุคนั้น การเกิดแผ่นดินไหวติดๆ กันถึงสองครั้งภายในระยะเวลาใกล้เคียงกัน (ช่วงปี 2131–2133) ย่อมถือเป็นลางบอกเหตุถึงการสิ้นพระชนม์ของ “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” คือพระมหากษัตริย์องค์สำคัญของบ้านเมืองนั่นเอง
เหตุการณ์แผ่นดินไหวทั้ง 5 ครั้งในสมัยอยุธยาดังที่กล่าวมา ล้วนเกิดขึ้นควบคู่กับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ โรคระบาด ความอดอยาก สงคราม หรือความปั่นป่วนทางการเมือง ผู้คนในยุคนั้นจึงเรียกแผ่นดินไหวว่า “ธรณีพิโรธ” และเชื่ออย่างฝังใจว่าเป็น ลางบอกเหตุร้าย ที่ฟ้าดินส่งมาเตือนล่วงหน้าถึงความวิบัติที่จะเกิดขึ้นกับ บ้านเมือง ซึ่งสะท้อนพื้นฐานวัฒนธรรมไทยนั้น พัฒนามาจากโลกทัศน์แห่งการเชื่อถือโชคลาง
ที่มา : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง