กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เผยผลงานวิจัย ติดตามกระแสสังคมออนไลน์ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ วิชาชีพสื่อการสื่อสารและข้อมูล ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในงานเสวนา “Trends and Tweets: ความสนใจ ความคิดเห็นและอารมณ์ในโลกออนไลน์”
เนื้อหาที่น่าสนใจ :
ทีมศึกษาวิจัยของ Media Alert นำโดย ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม ผู้เชี่ยวชาญ รักษาการแทนผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ กล่าวถึงผลงานวิจัยว่า “ผลการศึกษาวิจัยในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน พฤษภาคม และ มิถุนายน 2564 บ่งบอกให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเสียงสะท้อนของสังคมจากแพลตฟอร์ม Google Trends และ Facebook พบความแตกต่างของประเด็นการสื่อสารและความสนใจของผู้ใช้งานทั้ง 2 แพลตฟอร์ม โดยพบว่ามีการใช้ Google ในการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหวยเพื่อการเสี่ยงโชคเป็นหลัก ในขณะที่ Facebook เป็นช่องทางการสื่อสารติดตามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสนใจ ด้านไลฟ์สไตล์ อุตสาหกรรมสื่อและวงการบันเทิงเป็นสำคัญ แต่ประเด็นร่วมที่สำคัญซึ่งพบทั้งใน 2 แพลตฟอร์ม คือการสื่อสารและความสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ในแง่มุมต่างๆ นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ความรู้สึกกลุ่มตัวอย่างข้อความทวิตเตอร์ ในประเด็นที่กำหนดเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ทั้ง 3 เดือน พบว่าส่วนใหญ่เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกในเชิงลบ ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล และการบริหารจัดการสถานการณ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ข้อค้นพบดังกล่าว ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นกระแสความสนใจ อารมณ์ และวิธีการแสดงความเห็นของคนในโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนและเชื่อมโยงกับความสนใจ ทัศนคติและพฤติกรรมการสื่อสารของคนในสังคม ซึ่งอาจต้องมีการวิเคราะห์ต่อไปว่าจะสามารถสร้างหรือพัฒนากลไกการสื่อสารในประเด็นใด และอย่างไร เพื่อให้เกิดนิเวศสื่อ และการใช้ชีวิตร่วมกันของสังคมที่มีคุณภาพ”
คุณปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัท บัณฑิตเซ็นเตอร์ จำกัด ตัวแทนทีมร่วมวิจัย กล่าวว่าทีม Media Alert ได้รวบรวมข้อมูลจากแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยการศึกษาแพลตฟอร์มออนไลน์ 3 รูปแบบ ดังนี้
Google – ดูเรื่องการสืบค้น / คำสืบค้น (Keywords) ต่าง ๆ ที่ค้นนิยมค้นหาในช่วง 3 เดือนที่ทำการศึกษา
Facebook - ดูเรื่อง trends หรือแนวโน้มความสนใจต่าง ๆ ของคน โดยศึกษาจากแฟนเพจต่างๆ (ไม่ใช่เพจส่วนตัว) และเก็บข้อมูลเรื่องการพูดคุยหรือ conversation
Twitter – ดูเรื่องการแสดงอารมณ์ จับกระแส hashtag (#) ความรู้สึกของคนในการวิพากษ์เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งทางสังคมและการเมือง
ผมมองว่าในสังคมเราตอนนี้ไม่มี Public Space มากพอในการพูดคุยกัน คนเลยต้องไปพูดคุยกันในโลกออนไลน์ หรือสร้างพื้นที่ของคนที่มีความสนใจร่วมกันกับตนเองในออนไลน์ขึ้นมา ผมไม่อยากให้มองว่าเรื่องเหล่านี้ พฤติกรรมเหล่านี้ของคนเป็นเรื่องลบอย่างเดียว แต่อยากให้มองว่าตอนนี้สังคมเรามีพื้นที่ในการพูดคุยแบบสาธารณะน้อยเกินไป เราไม่ได้ให้ความรู้กับประชาชนมากพอว่าการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นเป็นเรื่องที่ต้องมีขอบเขต และหน่วยงานภาครัฐควรสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้เรื่องเหล่านี้ให้ประชาชนมากขึ้น สื่อเองก็เป็นคนนำเสนอข่าวพวกนี้เองอยู่บ่อยครั้งและซ้ำ ๆ เช่น ข่าวแม่น้ำหนึ่ง ข่าวลุงพล ทำให้คนสนใจแต่เรื่องพวกนี้ด้วย ข่าวลวงจำนวนไม่น้อยเกิดจากผู้ใหญ่และส่งต่อให้เด็ก รวมถึงการใช้คำหยาบด่าทอกันบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ไม่ใช่แต่เด็ก แต่ผู้ใหญ่เองก็ใช้ Hate Speech เองไม่น้อยนอกจากนี้เด็กไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการคุยกับผู้ใหญ่ เขาจึงไปอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น แสดงออกในนั้น เช่น อัดคลิปและแชร์ปัญหาต่าง ๆ ที่เขาเจอ เพื่อให้ผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองสนใจและเปิดรับฟังเขา
บรรยากาศความเครียดที่เกิดขึ้นในสังคมตอนนี้ ทำให้เห็นว่าคนเท่าทันความเครียดของตนเองน้อยลง และเป็นผลกระทบจากการรับรู้ข่าวสารที่ก่อให้เกิดความเครียดอยู่เสมอ ผมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจ หรือรับฟังประชาชนหรือพลเมืองมากขึ้น เพื่อเข้าใจว่าทำไมเขาจึงแสดงออกบนแพลตฟอร์มออนไลน์เช่นนั้น ผมจึงมีความคาดหวังให้งานวิจัยนี้นำไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันทางสังคม ผมยังเห็นว่า ประเด็นเรื่องการศึกษาเป็นประเด็นทางสังคมที่นำมาพูดในช่วงปีสองปีนี้เยอะขึ้น เห็นการสื่อสารของครูและเด็กในฐานะพลเมืองมากขึ้น แต่อาจจะเป็นแค่กระแสแล้วจบไป อยากให้มีการถกเถียงพูดคุยกันเรื่องการศึกษาแบบนี้มากขึ้นและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น (Social Listening to Social Learning) การศึกษาเรื่อง Media Alert จะทำให้เกิดการเช็คอุณหภูมิทางสังคมได้ดี ตอนนี้คนต้องการพื้นที่กลาง ๆ ในการพูดคุยกัน และเรื่องนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้
คุณสุนิตย์ เชรษฐา กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion กล่าวว่า ผมคิดว่าพื้นที่ออนไลน์คือภาพสะท้อนธรรมชาติของคนในที่นั้นๆ พื้นที่ออนไลน์มีความแปลกอย่างหนึ่งคือ เหมือนจะเป็นพื้นที่ปิดและส่วนตัว แต่คนก็เอาประเด็นบางอย่างที่คุยกันอย่างเปิดเผยไม่ได้มาคุยกันอย่างเปิดเผยในนี้ ตัวอย่างเช่น ประเด็นเรื่องเพศ/การขายบริการออนไลน์ ซึ่งสร้างความเสี่ยงให้กับคนที่อายุน้อย/เด็กและเยาวชนที่เข้ามาใช้พื้นที่เนื้อหาแบบนี้มากขึ้น
งานวิจัยนี้มีประโยชน์ในการสร้างความตระหนักรู้ แต่อยากให้คิดถึงเรื่องจริยธรรมการทำวิจัยที่มีเนื้อหาประเภทนี้ โดยเฉพาะการศึกษาข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมือง ที่ต้องมีการปกปิด/ขออนุญาต (Consent) ในการใช้ข้อมูลจากแหล่งข่าวด้วยหรือไม่ ผมอยากตั้งคำถามว่าข้อมูลที่เราได้มาจาการศึกษาครั้งนี้จะนำไปทำอะไรต่อได้บ้าง? ผมคิดว่ามันช่วยทำให้เรารู้ปัญหาบางอย่างเป็นจุดๆ ได้ เช่น เรื่องข่าวลวง ข่าวบิดเบือน การขายของผิดกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐสามารถเข้ามาจัดการเหล่านี้ปัญหาได้เลย(เมื่อเห็นข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้
ส่วนเรื่อง “การสร้างความเกลียดชัง” บนออนไลน์ ก็เป็นประเด็นที่มีความเสี่ยงจะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น หรือบทบาทการมองเรื่องความรุนแรง เช่น การสลายการชุมนุม ที่มีการพูดถึงความชอบธรรมทั้งสองฝั่ง หรือการพยายามสร้างความถูกต้องในการสลายการชุมนุมจากข้อมูลของ IO และการนำเสนอแนวคิดเรื่องสันติวิธีจากฝ่ายต่อต้านรัฐ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถ้าเรามีกลไกแบบ Media Alert มาช่วย ก็น่าจะลดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและความขัดแย้งที่มากขึ้นได้ ผมอยากให้ทุกภาคส่วนมาหาทางออกร่วมกันทางสังคมจากข้อมูลการศึกษาครั้งนี้ เห็นด้วยกับ อ.อรรถพล เรื่องการนำผลวิจัยไปใช้และปฏิบัติจริง (Social Listening to Social Learning and Action) และกองทุนสื่อเองก็สามารถสร้างบทบาทตรงนี้ได้ นอกจากนี้ในเรื่องการนำเสนอข่าวลวงต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโควิด ทำให้เกิด “Correctors” หรือผู้แก้ข่าวและทำให้ข่าวลวงเหล่านี้ลดลง ซึ่งเป็นมุมที่น่าสนใจว่าเราจะทำอย่างไรให้คนเข้ามาทำหน้าที่เหล่านี้มากขึ้น
ผมมองว่าควรมีการสนับสนุนให้เกิดนิเวศน์บนสื่อออนไลน์ โดยตอนนี้ทุกคนสามารถนำเสนอข้อมูล (Information) ในออนไลน์ได้ ทำให้คนสามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลไปใช้ได้อย่างเสรี เราจึงควรสร้าง literacy ที่ดีให้กับประชาชน จะทำให้คนรู้ว่าเมื่อเขาเห็นข้อมูลต่าง ๆ แล้ว เขาควรแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นกับข้อมูลเหล่านั้นให้เหมาะสมและถูกต้องได้อย่างไร โดยปัจจุบันประชาชนสามารถเป็น “สื่อ” เองได้ องค์กรสื่อเองก็ต้องอยู่ได้ด้วยกลไกทางตลาด (ไม่ใช่ด้วยเงินบริจาค) จึงต้องผลิตเนื้อหาเพื่อนำเสนอให้คนสนใจ ซึ่งอาจมีผลต่อเรื่องจริยธรรมในการนำเสนอ ผมจึงอยากให้องค์กรรัฐสนับสนุนการผลิตเนื้อหาขององค์กรสื่อที่สะท้อนภาพของสังคมและช่วยกันพัฒนาสังคมได้ ช่วยสร้าง Global Standard ในการทำงานร่วมกัน ประเด็นสำคัญที่ผมอยากย้ำคือการรับฟังและความเข้าใจ
คุณกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของการศึกษานี้ไม่ต่างกับการทำ Social Listening ซึ่งจะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้มากขึ้นเรื่อย ๆซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องดีที่เรานำข้อมูลเรื่องนี้มาวิเคราะห์และใช้งานมากขึ้น เพราะทำให้ภาครัฐเข้าใจประชาชนมากขึ้น ภาคเอกชนเข้าใจลูกค้ามากขึ้น และประชาชนมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น เหมือนเวลาพ่อแม่ลูกมีปัญหา ถ้าพ่อแม่มีความเข้าใจลูก มองว่าตัวเองมีความรู้และประสบการณ์มากกว่า ก็จะมี Empathy กับลูกและคุยกันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้ง และการศึกษาเรื่องพวกนี้คงไม่มีความสมบูรณ์แบบในทีเดียว จึงต้องมีการต่อยอดในการศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ
ผมคิดว่าเราต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ให้เห็นว่าสิ่งไหนคือข้อเท็จจริง ใช้การศึกษาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เราต้องมีหลักการทำ Data Analytic แต่อย่าลืมว่าการศึกษาเรื่องความคิดเห็นและการแสดงออกบนออนไลน์ ต้องไม่แยกขาดออกจากกันระหว่างออนไลน์และความจริง เพราะเรากำลังศึกษาเรื่องคนจริง ๆ อยู่นั่นเอง แค่เป็นการแสดงออกบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งข้อมูลที่ได้มาถือเป็นภาพสะท้อนสถานการณ์จริงของสังคม
ส่วนการศึกษาแพลตฟอร์มต่างๆ ต้องมองพฤติกรรมกลุ่มผู้ใช้งานของแต่ละกลุ่มให้ชัด การแสดงออกบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็มีความไม่เป็นธรรมอยู่แล้วโดยธรรมชาติของสื่อแต่ละประเภท ดังนั้น การนำข้อมูลมาใช้ต้องคำนึงถึงความไม่เป็นธรรมในการใช้งานเหล่านั้นด้วย หรือการแสดงออกโดยคนที่มี Social Status ที่ไม่เท่ากัน เราอาจจะไม่สามารถตัดสินว่าเสียงของเขาเท่ากัน หรือจะสร้าง Impact ต่อสังคมได้เท่ากันหรือไม่ การศึกษาแบบนี้ควรต้องทำบ่อย ๆ เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นว่าอะไรหายไป และสามารถใช้เป็นเครื่อง Check and Balance ให้สังคมหรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเห็นว่าเรากำลังทำงานไปถูกทางแล้วหรือไม่ ซึ่งผมเห็นด้วยกับทุกท่านที่กล่าวมา แต่ผมมองว่าถ้าเราทำ Digital Analysis ได้แล้ว เราก็อาจจะลงไปดูข้อมูล ประเด็นหรือเสียงเล็ก ๆ ที่สะท้อนมาในข้อมูลของเราด้วย คือต้องดูทั้งประเด็นใหญ่และประเด็นเล็ก เพื่อให้เข้าถึงปัญหาของคนบางกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ
รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวมองว่างานที่ทำมาเป็นการ Kickoff ของ Media Alert ได้ดี ทำให้เห็นว่าสื่อในปัจจุบันกำลังสะท้อนอะไรอยู่บ้าง และการทำงานร่วมกับกองทุนสื่อฯ เป็นการทำงานร่วมกันที่เหมาะสม แต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์มีรูปแบบที่ต่างกัน ดังนั้นพฤติกรรมการใช้สื่อของคนจึงต่างกันไป แม้กระทั่งคนคนเดียวกัน แต่การไปอยู่/ใช้งานต่างแพลตฟอร์มก็ต่างกันไปจริง ๆ เปรียบเทียบกับการทำโครงการ Media Monitor ซึ่งเป็นการทำงานที่หนักมาก ในยุคนั้นต้องดูข้อมูลด้วยตาและถอดรหัสด้วยมือ แต่ทำให้เห็นการทำงานของสื่อกระแสหลักได้ชัดเจนมาก รู้สึกว่าเป็นงานเดียวที่ตอบโจทย์ว่าสื่อมีบทบาท/แสดงบทบาทอย่างไร จึงอยากบอกทีมวิจัยของ Media Alert ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงคัดกรองข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ อยากให้การวิเคราะห์ของทีมขยับจาก What Happens? เป็นเรื่อง “ทำไมเหตุการณ์นี้จึงเกิดในสังคมไทย” จะทำให้งานมีคุณค่ามาก แต่อยากให้ทีมวิจัยระวังเรื่อง
1. การคัดกรองข้อมูล การศึกษาข้อมูล ว่ามันเป็นการสะท้อนเสียงของชาวเน็ตจริงหรือไม่
2. การนำเสนอการศึกษาครั้งนี้เพื่อการสร้างบทสรุปเชิงนโยบาย อาจจะต้องระวังว่าจะไม่ไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการแสดงออกของประชาชน เพราะพื้นที่ออนไลน์เป็น Public Sphere ที่ให้เสรีภาพในการนำเสนอและแสดงออกของประชาชน
3. อยากให้ระวัง IO และเสียงเทียม แอคเคาท์เทียมที่มีอยู่ในออนไลน์ เพราะเสียงเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนข้อมูลจริงของประชาชน
นอกจากนี้ Stakeholder ในสื่อออนไลน์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สื่อสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ ทั้งภาครัฐและองค์กรสื่อ และทิศทางของโลกเรื่องการดูแลสื่อ ก็เป็นไปเป็นในทาง Governance มากกว่า Government เสียงที่สะท้อนจากการศึกษาครั้งนี้ มีทั้ง Voice และ Noise ส่วนตัวคิดว่านโยบายรัฐมักออกมาตาม Noise หรือเสียงบ่นของประชาชนมากกว่า ดิฉันเห็นด้วยกับคุณกล้าว่า อยากให้นโยบายและการแก้ปัญหา มาจาก Voice มากกว่า ต้องคำถึงผลประโยชน์สาธารณะอย่างจริงจัง โดยไม่ต้องรอคนกรีดร้องแล้วค่อยมาออกนโยบาย
ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม ผู้เชี่ยวชาญ รักษาการแทนผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ กล่าวว่า “โครงการศึกษาวิจัยสภาพการณ์สื่อและพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ หรือ Media Alert จะอัปเดตข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ต่าง ๆ ของสื่อและการสื่อสารของสังคม เพื่อนำเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์ในประเด็นที่สำคัญหรือเป็นที่สนใจของสังคม ด้วยหลักวิชาการที่เชื่อถือได้ และด้วยวิธีการเพื่อให้เท่าทันความสนใจและการนำไปใช้ประโยชน์ของสังคม ด้วยความเชื่อมั่นว่าเราทุกคนมีส่วนในการร่วมสร้างและพัฒนานิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์”
ขอบคุณคณะวิทยากรเวทีเสวนา“Trends and Tweets: ความสนใจ ความคิดเห็นและอารมณ์ในโลกออนไลน์” ที่ได้ให้ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนางานการศึกษา ความสนใจ ความคิดเห็น และอารมณ์ในโลกออนไลน์ ของช่วงเดือน กรกฎาคม ถึง ธันวาคม ปี 2564 ซึ่งกองทุนกำลังดำเนินการร่วมกับทางบัณฑิตเซ็นเตอร์ และจะรายงานผลการศึกษาต่อสังคมผ่านช่องทางการสื่อสารของกองทุน และ Media Alert ต่อไป