สรุปให้ เหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วลงทะเลศรีราชา หนึ่งในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยในทะเลไทย แล้วจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังไงบ้าง รัฐไทยควรได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้?
เมื่อเวลา 21.00 น วันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเลจากเรือบรรทุกน้ำมัน ของบริษัทไทยออยล์ ขณะขนถ่ายน้ำมันดิบกลางทะเลบริเวณ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ซึ่งทางบริษัทร่วมกับกรมเจ้าท่าก็ได้เข้าควบคุมสถานการณ์แก้ปัญหาทันที ด้วยการปิดวาล์วท่อน้ำมันดังกล่าว และวางทุ่นล้อมคราบน้ำมัน รวมถึงเร่งกำจัดคราบน้ำมันให้ได้มากที่สุดก่อนสภาพอากาศจะพัดพาน้ำมันไปไกลมากขึ้น
ต่อมาทางบริษัทก็ได้ออกมาแจ้งว่า สามารถกำจัดคราบน้ำมันได้แล้วกว่า 80% ด้วยการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (Dispersant) จำนวน 6,000 ลิตร ตามที่กรมควบคุมมลพิษได้อนุมัติไปให้
อย่างไรก็ตาม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ทำการสั่งให้เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างน้ำบริเวณที่เกิดเหตุและสำรวจระบบนิเวศในพื้นที่ต่อไป เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเล
วิธีการกำจัดน้ำมันรั่วทั่วโลกมีอยู่หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การปล่อยให้สลายไปตามธรรมชาติ (ไม่มีใครใช้วิธีนี้แล้ว) การกักเก็บ การใช้สารเคมีขจัดคราบที่เราใช้อยู่ การเผา และทำความสะอาดชายฝั่ง แต่ไม่ว่าจะกำจัดอย่างไร สิ่งที่มั่นใจได้ว่าจะหลงเหลือไว้คือความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ค่ะ เราจะเห็นข่าวการรั่วไหลของน้ำมันในทะเลไทยมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วมันส่งผลกระทบยาวนานต่อสิ่งแวดล้อมและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"ไทยออยล์" เร่งขจัดคราบน้ำมันรั่ว 60,000 ลิตร ย้ำมีประกันเสี่ยงภัยทุกชนิด
เข้าใจได้นะคะว่าอุบัติเหตุเหล่านี้ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่สิ่งที่เราควรได้บทเรียนจากเรื่องนี้คืออะไรนี่คือคำถามสำคัญ จากการสอบถามกับอาจารย์ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ อาจารย์เสนอว่า ตามปกติแล้ว บริษัทเหล่านี้จะมีการทำ EIA กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำสัญญาการดูแลท่อส่ง เช่น กำหนดการตรวจสภาพท่อในช่วงกี่ปี การดูแลรักษาท่อส่งเพื่อไม่เกิดการสึกกร่อน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง