SHORT CUT
นายกฯ ลุยปอยเปต แก้ปัญหาปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้ำ ‘ไม่จบ ไม่เลิก’ ใช้ยาแรงมาตรการระเบิดสะพานโจร เร่งคืนความปลอดภัยให้ประชาชน คืนความมั่นคงให้ประเทศ
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุม ร.12 พัน.3 รอ. อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือประเด็นการปราบปรามคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้ตั้งใจมางานติดตามการดำเนินงาน หลังจากเมื่อเดือนที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม ได้ลงพื้นที่มาตรวจปัญหาดังกล่าว ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าปัญหาของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ขอบคุณทุกฝ่าย ทั้งความมั่นคง ตำรวจ ที่ช่วยกันดูแลในปัญหาที่เกิดขึ้นมา รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดี วันนี้จะไปดูว่าจากข้อสั่งการครั้งที่แล้ว ได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง และจะติดตามผลว่ามีสิ่งใดสามารถเพิ่มเติมได้อีก หากทางเอกชนต้องการอะไรเพิ่มเติมจากรัฐบาลในเรื่องการสื่อสารไปถึงประชาชน วันนี้จะได้มีการพูดคุยเพิ่มเติมด้วย
จากนั้น นายกรัฐมนตรี รับฟังรายงานสถานการณ์ภาพรวมการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์จากผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ที่ผ่านมาได้ดำเนินการระงับเสารับส่งสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ตามแนวชายแดน โดยมีระยะทางเริ่มตั้งแต่บริเวณอำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ ไปสิ้นสุดที่อำเภอคลองหาด รวม 4 อำเภอ มีเสารับส่งสัญญาณ จำนวน 118 เสา อนุญาต จำนวน 70 เสา ยังไม่ได้อนุญาต 48 เสา รวมทั้งการระงับบัญชีม้าและการจัดการที่พักผิดกฎหมาย ที่พักจอดรถ รับฝากรถ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสำหรับการลักลอบพาคนข้ามแดนในพื้นที่ชายแดนสระแก้ว
ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (1 มีนาคม 2568) สถานกงสุลใหญ่ ณ จังหวัดเสียมราฐ ได้อำนวยความสะดวกในการส่งตัวคนไทย 119 คน ที่อาศัยอยู่ในกรุงปอยเปต กลับประเทศไทย โดยจะนำส่งไปยังศูนย์คัดกรองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) จังหวัดสระแก้ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนมาตรการซีลพื้นที่ชายแดนภายใต้เขตรับผิดชอบของ ทภ. 1 ตามนโยบาย Seal Stop Safe นั้น มีสถิติการจับกุมลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย ย้อนหลัง 3 ปี (ปี 66 - ปัจจุบัน) พบว่ามีสถิติการจับกุมลดลง 40 เปอร์เซ็นต์ โดยในเดือน ก.พ. 68 ได้จับกุมผู้กระทำความผิด และมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวน 13 ครั้ง ผู้ต้องหาชาวไทย 25 คน ชาวจีน 3 คน และชาวอินโดนีเซีย 1 คน
ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าจากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและงดจ่ายน้ำมันนั้น พบว่าปัญหาการถูกหลอกลวงลดลง 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ กสทช. ได้ระงับบริการโทรคมนาคมบริเวณชายแดน “ยุทธการล้มเสา ตัดสาย ทำลายซิม” ในพื้นที่ 4 อำเภอเสี่ยง พร้อม 6 แนวทางการปฏิบัติ ได้แก่ 1) จุดตรวจตรวจค้นบุคคล - ยานพาหนะ 2) ตัดเส้นทางการข้ามแดนแบบผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น 3) ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ผิดกฎหมาย 4) ตัดสัญญาณโทรศัพท์ที่รั่วไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 5) ตรวจสอบโรงแรม 6) ตรวจสอบบ้านเป้าหมาย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการในที่ประชุม ดังนี้
1. ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงาน กสทช. ติดตามเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต สัญญาณสื่อสาร รวมทั้งซิมโทรศัพท์ อย่าให้ถูกมิจฉาชีพนำไปใช้หลอกลวงประชาชน และตรวจสอบสัญญาณที่ตัดไปแล้ว อย่าให้มีการติดตั้งขึ้นมาใหม่อย่างเด็ดขาด
2. ให้หน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง กวดขันเรื่องการเข้าออกบริเวณแนวชายแดน เฝ้าระวังการลักลอบนำคนหรืออุปกรณ์ใด ๆ เข้าออกตามแนวชายแดน โดยเฉพาะตามช่องทางธรรมชาติ และต้องมีการทำงานด้านการข่าวกับคนในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของการจับกุมหรือการเดินทางเข้ามาของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการการปราบปรามของรัฐบาล
3. ให้ทหาร ตำรวจ ศุลกากร ฝ่ายปกครอง ตรวจสอบคัดกรองด้วยความรอบคอบว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด ผู้ใดเป็นเหยื่อ และต้องมีบันทึกการจับกุมอย่างชัดเจน
4. ให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่รับผิดชอบประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านในกรณีที่มีการส่งกลับ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกส่งกลับแล้วจะต้องส่งตัวต่อไปยังประเทศที่สาม ขอให้มีความชัดเจนในการส่งตัวกลับไปยังประเทศปลายทางในทันที พร้อมทำบันทึกเป็นหลักฐานเพื่อป้องกันการกลับเข้ามากระทำผิดซ้ำในประเทศไทยด้วย
5. ให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง กองกำลังป้องกันชายแดน และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพิ่มมาตรการคัดกรองและตรวจสอบบุคคลที่เดินทางเข้าออกประเทศอย่างเข้มงวด การควบคุมเส้นทางการลักลอบเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการอาชญากรรม เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบด่านชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เมียนมา ลาว และมาเลเซีย
6. ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วยดูการเข้มงวดในมาตรการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์ด้านต่าง ๆ อย่าให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่แค่จังหวัดสระแก้วเท่านั้น แต่เป็นทุกพื้นที่ที่เข้าไปดูแล พออันตรายลดลง ก็ไม่อยากให้ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเดือดร้อนหรือได้รับความลำบากเพิ่มเติม
“ฝากทุกหน่วยงานช่วยกันดูเรื่องความสะดวกของประชาชนด้วย นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว เรื่องของความสะดวกสบายของชีวิต ก็ไม่อยากให้เสียไป หากจะต้องใช้เทคโนโลยีอะไรเพิ่มเติม ขอให้ทุกฝ่ายดำเนินการศึกษาเพิ่มเติมว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่น มีเทคโนโลยีอะไรที่ควรใช้ และเราสามารถนำมาปรับใช้ได้เลยในประเทศ ก็จะดีมาก ๆ“ นายกรัฐมนตรีกล่าว
จากนั้น นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมศูนย์คัดกรองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ จังหวัดสระเเก้ว (National Referral Mechanism - NRM) ใช้เป็นศูนย์คัดแยกเหยื่อขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นกลไกที่ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขั้นตอนของ NRM มี 4 ขั้นตอนคือ รับแจ้งเหตุ คัดกรอง คัดแยก คุ้มครอง โดยขั้นตอนการคัดแยก คัดกรอง จะมีสหวิชาชีพ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และพนักงานสอบสวน ร่วมในกระบวนการ ซึ่งจะต้องรอให้กระบวนการคัดแยกคัดกรองเสร็จสิ้นก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการคุ้มครอง ช้าสุดไม่เกิน 15 วันหรือเร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเหยื่อในการคัดกรอง คัดแยก และเมื่อเจ้าหน้าที่ประเมินแล้วว่าเป็นผู้เสียหายก็จะเข้าสู่ความคุ้มครอง จากนั้นก็จะส่งให้กับญาติเพื่อให้กลับประเทศ