SHORT CUT
ปฏิวัติวงการก่อสร้าง และวัสดุ SPRiNG ชวนทำความรู้จัก Super Wood เทคโนโลยีเปลี่ยนไม้ให้แข็งแกร่งกว่าไม้ปกติถึง 1.5 เท่า ด้วยการดัดแปลงพันธุกรรม
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ในสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยผ่านวรสาร Matter นำเสนอให้โลกได้รู้จักกับ Super Wood ไม้ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมให้มีความแข็งแรง ยั่งยืน และทนทานมากยิ่งขึ้น ซึ่งว่ากันว่านี่อาจเป็นทางเลือกใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้างเลยทีเดียว
คำถามคือพวกเขาทำได้อย่างไร? ทีมนักวิจัยเปิดเผยว่าได้ทดลองดัดแปลงพันธุกรรมของไม้ป็อปลาร์ (Poplar Wood) ด้วยการลดปริมานลิกนิน (Lignin) ลง 12.8% จากนั้น นำไม้ป็อปลาร์ไปปลูกร่วมกับต้นไม้ที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมในเรือนกระจกเป็นระยะเวลา 6 เดือน
ผลลัพธ์คือไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการเจริญเติบโต สุขภาพ ทว่าในส่วนของไม้ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมนั้นมีคุณสมบัติทนทานมากขึ้น สิ่งที่พวกเราในฐานะผู้บริโภคอยากรู้ก็คือ “มันแข็งกว่าไม้ปกติแค่ไหน?” ทีมนักวิจัยระบุว่าไม้อัดชนิดนี้มีประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งกว่าไม้ปกติถึง 1.5 เท่า หรือแข็งพอ ๆ กับอลูมิเนียม 6061
*หมายเหตุ ลิกนินคือสารจากธรรมชาติชนิดนี้ทำหน้าที่เหมือนกาวที่คอยยึดโครงสร้างภายในของพืชให้สมานเกลียว
Yiping Qi หนึ่งในทีมนักวิจัยเปิดเผยว่า “วิธีการของเราไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะเคมี และการใช้พลังงานเท่านั้น แต่ยังปรับปรุงการกักเก็บคาร์บอนของไม้ให้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยทุเลาปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้”
Super Wood หรือไม้ที่ผ่านกรรมวิธีตัดแต่งพันธุกรรมแล้ว จะแข็งแกร่งกว่าไม้ปกติ ผุพังได้ยาก แถมยังกักเก็บคาร์บอนไว้ได้นานขึ้น (ไม่มีระยะเวลาที่ชัดเจนระบุไว้) นั่นหมายความว่าสามารถช่วยชะลอปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ทั่วโลกเผชิญอยู่ได้
นอกเหนือจากคุณสมบัติของไม้ที่ช่วยลดคาร์บอน ทีมนักวิจัยเปิดเผยว่าในกระบวนการผลิตก็ช่วยลดคาร์บอนด้วยเช่นกัน ในการได้มาซึ่งไม้ (วิธีเดิม) ต้องอาศัยพลังงาน และสารเคมีจำนวนมาก ซึ่งหนีไม่พ้นการปล่อยคาร์บอน แต่สิ่งที่ทีมนักวิจัยค้นพบจะอุดรอยรั่วในส่วนนี้
น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าผู้ผลิตจะสามารถนำเทคโนโลยี Super Wood ไปพัฒนาสินค้าอย่างไรต่อไป เฟอร์นิเจอร์ไม้ ไม้อัด ไม้สำหรับการก่อสร้าง บางทีอาจมีคุณสมบัติที่แข็งแกร่งขึ้น แถมพ่วงท้ายด้วยว่าเป็นไม้ที่รักษ์โลก
ที่มา: Independent
ข่าวที่เกี่ยวข้อง