จากพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ทำให้สภาพดินมีความเค็มจนไม่สามารถทำสวนผลไม้ได้เหมือนเดิม สู่ต้นแบบของโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวของ SAFETist Farm ที่เปลี่ยนสวนส้มร้างให้เป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารเคมี ซึ่งส่งผลดีกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม
จากข้อมูลของกรุงเทพมหานคร ระบุว่าในพื้นที่สีเขียวจำนวน 3,064 ไร่ ของเขตทุ่งครุนั้น เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เพียง 400 กว่าไร่ ขณะที่อีกกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่ว่างเปล่า ซึ่งในอดีตส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ถูกทิ้งร้างหลังเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อปี 2554 เพราะสภาพดินมีความเค็มจนไม่สามารถทำสวนผลไม้ได้เหมือนเดิม และเพื่อช่วยรักษาพื้นที่สีเขียวของเขตทุ่งครุให้คงอยู่ต่อไป
เป็นที่มาให้ ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และทีมวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบชุมชนริมคลองฝั่งธนบุรีด้วยเครือข่ายคลังสมองของพื้นที่และแผนผังภูมินิเวศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน (โครงการ Green Thonburi) โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ต้องการที่จะสร้างต้นแบบของ “โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนริมคลองบางมด เขตทุ่งครุ ที่สามารถสร้างธุรกิจจากฐานทุนด้านการเกษตรที่เลี้ยงตัวเองได้ พร้อมทั้งเป็นผู้ผลิต อาหารปลอดภัย และเป็นอาหารของคนเมืองให้กับคนในพื้นที่โดยรอบไปพร้อมกัน
“เราต้องการนำเศรษฐกิจสีเขียวกลับคืนสู่ชุมชนเกษตรทุ่งครุและชุมชนริมคลองบางมดอีกครั้ง อาจยังไม่ใช่ในรูปแบบเดิมที่เป็นสวนส้ม แต่เป็นการนำรูปแบบหลายอย่างเข้ามารวมกัน ทั้งเรื่องของการเกษตร การท่องเที่ยว และอื่นๆ เพื่อสร้างโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะส่งผลดี ทั้งกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”
เนื้อหาที่น่าสนใจ :
“คนพิการ” ผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในศึกเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.
สะบัดสาหรี ชวนรู้จักที่มา เต้นแบบ Bollywood เอกลักษณ์ของภาพยนตร์อินเดีย
เกษตรกรรุ่นเยาว์ในอินเดียผุดไอเดีย ปลูกข้าวฟ่างกู้วิกฤตขาดแคลนน้ำ
ที่มาของกิจกรรม “ครอบครัวตะกร้าผัก” ที่ ดร.กัญจนีย์ และทีมวิจัยของ มจธ. ภายใต้โครงการ Green Thonburi เข้าไปสนับสนุน “เซฟติสท์ ฟาร์ม (SAFETist Farm)” เกิดจากความฝันและความมุ่งมั่นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงพื้นที่กว่า 2 ไร่เศษริมคลองบางมด จากที่เคยปลูกส้มแล้วถูกทิ้งร้าง ให้กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัยสำหรับคนในกลุ่มเมื่อสองปีก่อน
คุณวิไลวรรณ ประทุมวงศ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง SAFETist Farm กล่าวว่า จากการทำงานด้านพัฒนาสังคมในพื้นที่คลองบางมด มากว่า 10 ปี ตนเองและเพื่อนๆ ต้องการมีพื้นที่สำหรับผลิตอาหารที่ปลอดภัยไว้รับประทานเอง จึงมาเช่าสวนส้มบางมดร้างแปลงนี้แล้วพัฒนาเป็นฟาร์มกสิกรรมขึ้นเมื่อปี 2563 โดยนำความรู้ต่างๆ มาช่วยกันพลิกฟื้นสภาพพื้นที่ที่เป็นดินเค็ม ให้เป็นแปลงเกษตรปลอดสาร จนสามารถปลูกผักปลอดภัยไร้สารเคมีนำมาแบ่งปันให้กับสมาชิกภายในกลุ่มไว้รับประทานกันได้ และเมื่อโครงการ Green Thonburi เลือกฟาร์มแห่งนี้เป็นต้นแบบของเศรษฐกิจสีเขียวในพื้นที่ทุ่งครุ จึงใช้ความรู้ที่ได้จากการปลูกเพื่อบริโภคมาต่อยอดเป็นการสร้างรายได้ ภายใต้ชื่อ “ครอบครัวตะกร้าผัก”
นอกจากคนในชุมชนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เทคนิคและวิธีการ รวมถึงวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่สามารถนำไปทำได้จริงที่บ้านของตนเองแล้ว จะมีการ ‘ประกันการรับซื้อ’ ผลผลิตในช่วงแรก เช่น รับซื้อยอดทานตะวันอ่อนในราคาขีดละ 15 บาท (150 บาท/ก.ก.) รับซื้อมูลไส้เดือนกิโลกรัมละ 10 บาท ซึ่งเป็นแรงจูงใจแรก ที่ทำให้คนในชุมชนเกิดความสนใจ และมีการอบรมไปแล้วกว่า 50 คน
การที่คนในชุมชนนี้มีอาชีพแบบหาเช้ากินค่ำ มีรายได้แบบวันต่อวัน ทำให้ขาดทักษะและไม่เห็นความสำคัญของการวางแผนเรื่องรายได้ ซึ่งการรวมกลุ่มทำงานดังกล่าว จะเป็นพลังเสริมในชุมชนให้เกิดอาชีพเสริมอย่างจริงจัง ทั้งการเลี้ยงไส้เดือน การปลูกทานตะวันหรือผักไมโครกรีนอื่นๆ ซึ่งการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เขาได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ เช่น การวางแผนการเลี้ยงและวางแผนการขาย สามารถต่อยอดไปสู่การวางแผนชีวิตในระยะยาวต่อไป
ทั้งหมดนี้ คือการตอบโจทย์ของโครงการ Green Thonburi ที่ต้องการให้โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว ของ SAFETist Farm เป็นต้นแบบของธุรกิจสีเขียวที่นอกจากสามารถสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้แล้ว ยังเป็นตัวอย่างของการใช้เศรษฐกิจสีเขียวมาเป็นแนวทางขับเคลื่อนการรักษาพื้นที่สีเขียว และเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่รกร้างด้วยปัญหาดินเค็มในเขตทุ่งครุและพื้นที่ใกล้เคียง ให้กลับมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีประโยชน์
นอกจากการดำเนินการขับเคลื่อนในระดับชุมชนหรือในระดับพื้นที่แล้ว โครงการ Green Thonburi และภาคีเครือข่าย ยังมีการจัดทำ ข้อเสนอนโยบายให้กับผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกเหนือจาก การพัฒนาพื้นที่บนฐานเศรษฐกิจสีเขียวแล้ว ยังมีอีก 2 ประเด็นหลักคือ “การจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร” และ “นโยบายการพัฒนาพื้นที่และแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน”
"การจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร ถือเป็นความสำคัญเร่งด่วนที่ควรเร่งดำเนินการ เพราะสำนักการระบายน้ำ กทม. มีหน้าที่ครอบคลุมการดูแลคูคลอง เป็นหลัก แต่ยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบการเกษตร ที่จะมาดูแลคุณภาพ ปริมาณ และความต่อเนื่องของสายน้ำที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวในเมืองเพื่อสามารถคงไว้ซึ่งความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาการท่องเที่ยวท้องถิ่น (Local Tourism) สร้างผลกระทบในหลากมิติทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”