
SHORT CUT
ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตประชากรลดลงอย่างหนักแน่น หลายคนมองว่าไม่อยากมีลูก ไม่ใช่ไม่รักเด็ก แต่รอให้พร้อมก่อน แต่ความพร้อมนั้นดูท่าจะยากยิ่งกว่าที่คิด จนวันนี้ตัวเลขบอกชัด คนไทยตายมากกว่าเกิดต่อเนื่องปีที่ 5 แล้ว
วันนี้ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ เป็นวันที่ทั่วประเทศร่วมสดุดีคุณแม่และความรักอันยิ่งใหญ่ แต่เบื้องหลังความรื่นเริงนั้น ยังมีเรื่องราวที่แตกต่างกันอย่างมาก หลายคนปรารถนาจะเป็นแม่ อยากมีลูก แต่กลับไม่สามารถทำได้ ด้วยปัจจัยมากมายทั้งสุขภาพ สภาพเศรษฐกิจ และภาระหน้าที่ ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีความพร้อมที่จะมีลูก กลับเลือกที่จะไม่มี ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป ทั้งความกังวลค่าใช้จ่าย ความต้องการอิสรภาพ และความไม่มั่นคงในอนาคต
สองสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามนี้ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญในสังคมไทยปัจจุบัน ว่าการมีบุตรไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำตามธรรมเนียมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทางเลือกและความเป็นไปได้ที่ขึ้นกับสภาพชีวิตและความคิดของแต่ละคน ในวันแม่ปีนี้ เราจึงชวนมองข้ามคำอวยพรทั่วไป เพื่อสำรวจความจริงเบื้องหลังความปรารถนาและการตัดสินใจเหล่านี้ ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร และสังคมเราควรเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด
ผลสำรวจล่าสุดจาก อนามัยโพล ชี้ว่า คนไทยครองสถานะโสดสูงถึงร้อยละ 39.4 แซงหน้ากลุ่มที่แต่งงานแล้วซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 38.5 ไปเสียแล้ว และที่น่าคิดคือ กลุ่มที่ระบุว่าไม่ต้องการมีลูกเลย มีสูงถึงร้อยละ 23.8 ในขณะที่กลุ่มที่อยากมีลูกจริงๆ มีเพียงร้อยละ 13.8 เท่านั้น ส่วนสำรวจจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็สอดคล้องกัน โดยพบว่าในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ถึงร้อยละ 53 ไม่อยากมีลูก ด้วยเหตุผลหลักคือภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและค่าครองชีพที่สูง ขณะที่บางคนอาจมีครอบครัวแล้วแต่เลือกรอให้พร้อมก่อน รอเงิน รอการงาน รอสภาพสังคมที่ดีกว่านี้ ก่อนจะก้าวสู่ความเป็นพ่อแม่
แต่ในขณะที่หลายคนกำลังรอวันนั้น ตัวเลขประชากรกลับส่งสัญญาณเตือนดังระฆัง จากข้อมูลสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ สิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ลดลงจากปีก่อนเกือบ 50,000 คน ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง 559,684 คน มากกว่าจำนวนเด็กเกิดถึง 143,110 คน และนี่คือปีที่ 5 ติดต่อกันแล้วที่ตายมากกว่าเกิด ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ทำให้ประชากรไทยลดลงเหลือเพียง 65.8 ล้านคน และหากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ ในปี 2569 อาจเห็นจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดต่ำกว่า 400,000 คนเป็นครั้งแรก
อัตราเจริญพันธุ์เฉลี่ยของไทยขณะนี้ลดลงเหลือเพียง 0.86 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร 2.1 คน มาก และต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก ส่วนสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ซับซ้อน คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปฏิเสธครอบครัวหรือบุตรโดยธรรมชาติ แต่สิ่งที่พวกเขาเผชิญคือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าเลี้ยงดูบุตรที่แพง ค่าที่อยู่อาศัยที่เอื้อมไม่ถึง และความไม่มั่นคงทางอาชีพ หลายคนจึงเลือกใช้ชีวิตคนเดียวอย่างมีความสุข หรือแต่งงานแต่ยังไม่มีลูก จนกว่าจะพร้อม แต่ความพร้อมนั้นกลับเลื่อนวันออกไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวย
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนว่า หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยภายในไม่ถึง 10 ปี ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่จำนวนแรงงานรุ่นใหม่จะลดลงเรื่อยๆ เป็นภาระหนักต่อระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการในอนาคตอันใกล้นี้
กล่าวได้ว่า รอให้พร้อมก่อนมีลูก อาจไม่ใช่แค่เรื่องของแต่ละคนอีกต่อไป แต่กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศ และคำถามสำคัญที่รอคำตอบคือ รัฐและสังคมจะช่วยสร้างความพร้อมให้คนรุ่นใหม่ได้เร็วทันใจหรือไม่ ก่อนที่จำนวนประชากรจะลดลงจนยากจะกู้คืนกลับมาอีก
ที่มาข้อมล:
สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง จำนวนเกิดตาย ปี 2568
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569
อนามัยโพล สำรวจการมีคู่และแนวคิดการมีลูก ปี 2569
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำรวจทัศนคติการมีบุตร ปี 2569
ธนาคารกรุงศรีและธนาคารกรุงเทพ วิเคราะห์ปัจจัยเศรษฐกิจและทัศนคติครอบครัว