svasdssvasds

ประวัติศาสตร์ที่มาของ Made in China คำที่ทำให้โลกมองจีนในแง่ลบ !

ประวัติศาสตร์ที่มาของ Made in China คำที่ทำให้โลกมองจีนในแง่ลบ !

“Made in China” ในประเทศจีน จากอดีตแหล่งของหรูระดับโลก สู่ภาพจำของสินค้าราคาถูก คุณภาพต่ำ ที่ไม่มีใครอยากได้

SHORT CUT

  • รู้หรือไม่ ก่อนที่ Made in China จะมีความหมายในแง่ลบ จีนเคยเป็น แหล่งผลิตของหรูระดับโลก ที่บรรดาชนชั้นสูงยุโรปต้องแย่งกันซื้อเลยล่ะ!
  • Made in China เริ่มมีความหมายในแง่ลบ ในช่วงปี 1980s เป็นต้นไป จากการที่จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก” และผลิตสินค้าทุกชนิดให้กับบริษัทจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป ทั้งของเล่น เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • ทำให้สินค้าจำนวนมากที่ผลิตออกมานั้นมีคุณภาพไม่แน่นอน บางครั้งมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย เช่น สารตะกั่วในของเล่น หรือวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน

“Made in China” ในประเทศจีน จากอดีตแหล่งของหรูระดับโลก สู่ภาพจำของสินค้าราคาถูก คุณภาพต่ำ ที่ไม่มีใครอยากได้

เวลาคุณเห็นคำว่า “Made in China” บนฉลากสินค้า คุณนึกถึงอะไร? ของราคาถูก? พังไว? หรือสินค้าโนเนมจากร้านทุกอย่าง 20 บาท? หากมีทัศนคติแบบนั้นก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะภาพจำสินค้าจีนที่มาตรฐานต่ำนี้อยู่กับเรามานาน จนเป็นเรื่องปกติ

จีนเคยเป็นแหล่งของหรูระดับโลก

แต่รู้หรือไม่ ก่อนที่ Made in China จะมีความหมายในแง่ลบ จีนเคยเป็น แหล่งผลิตของหรูระดับโลก ที่บรรดาชนชั้นสูงยุโรปต้องแย่งกันซื้อเลยล่ะ!

ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 17 ชาจีนเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของยุโรป การดื่มชากลายเป็นพิธีกรรมที่สำคัญ โดยมีการสร้างหีบและกล่องเก็บชา รวมถึงอุปกรณ์เงินสำหรับชงชา

ประวัติศาสตร์ที่มาของ Made in China คำที่ทำให้โลกมองจีนในแง่ลบ !

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเครื่องลายครามหรือพอร์ซเลน ซึ่งสูตรการผลิตถูกเก็บเป็นความลับในจีน ยุโรปพยายามเลียนแบบการผลิตพอร์ซเลนของจีน แต่ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรก ทำให้ต้องนำเข้าพอร์ซเลนจากจีน ลวดลายที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ลาย "Canton" หรือ "Blue Willow" ซึ่งมีภาพสะพาน เกาะ และสวน และลาย "Rose Medallion" ที่มีโทนสีชมพูและภาพดอกไม้กับเกอิชา ลวดลายเหล่านี้เป็นภาพแทนชีวิตที่สงบสุขในจีนตามที่ชาวยุโรปจินตนาการ

PHOTO antefixus21

กำเนิดคำว่า “Made in China”

ทว่าเมื่อเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ศตวรรษที่ 18 -19) การผลิตพอร์ซเลนในยุโรปมีคุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลง ยุโรปจึงเน้นผลิตสินค้ากันเอง ส่งผลให้สินค้าจากจีนโดนลดความสำคัญลงไป จากเดิมที่เป็น “แหล่งผลิตของหรูระดับโลก” กลับกลายเป็นประเทศที่ถูกครอบงำโดยตะวันตกแทน

ประวัติศาสตร์ที่มาของ Made in China คำที่ทำให้โลกมองจีนในแง่ลบ !

ส่วนคำว่า Made in China ถือกำเนิดเป็นทางการในช่วง  ระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง เมื่อประชาชนจีนเริ่มคว่ำบาตรสินค้าที่ผลิตโดยญี่ปุ่น ในเวลานั้น เศรษฐกิจของจีนยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ดังนั้น การไม่ซื้อสินค้าต่างชาติและหันมาสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ จึงกลายเป็นวิธีหนึ่งในการกดดันเศรษฐกิจของญี่ปุ่น จึงกล่าวได้ว่า Made in China เป็นคำที่แสดงถึงความเข้มแข็งของคนในชาติจีน

Made in China  กลายเป็น 'คุณภาพต่ำ' 

อย่างไรก็ตาม Made in China เริ่มมีความหมายในแง่ลบ ในช่วงปี 1980s เป็นต้นไป จากการที่จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก” หลังเปิดประเทศในยุค ‘เติ้ง เสี่ยวผิง’ จีนได้รับการลงทุนจากต่างชาติอย่างมหาศาล และผลิตสินค้าทุกชนิดให้กับบริษัทจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป ทั้งของเล่น เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปในช่วงเวลาดังกล่าว จีนเน้นการผลิตจำนวนมากด้วยต้นทุนต่ำ ทำให้สินค้าจำนวนมากที่ผลิตออกมานั้นมีคุณภาพไม่แน่นอน บางครั้งมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย เช่น สารตะกั่วในของเล่น หรือวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน

PHOTO ILO Asia-Pacific

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในปี 2007 บริษัท Mattel เรียกคืนของเล่น 18 ล้านชิ้นที่ผลิตในจีน เนื่องจากพบว่า มีการใช้ สีที่มีสารตะกั่ว ซึ่งเป็นอันตรายต่อเด็ก และชิ้นส่วนแม่เหล็กหลุดง่าย อาจทำให้เด็กกลืนลงไป ส่วนสินค้าประเภทอื่นๆ ทั้งในอเมริกาและยุโรปพบว่า สินค้าจากจีน ชำรุดง่าย หรือมี อายุการใช้งานสั้นทั้งนั้น จึงส่งผลให้ชื่อเสียงของ “Made in China” ตกต่ำในสายตาชาวโลก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป จีนได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและคุณภาพของแรงงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันโรงงานในจีนหลายแห่งสามารถผลิตสินค้าในระดับเดียวกับยุโรปหรือญี่ปุ่นได้ แบรนด์แฟชั่นระดับโลก เช่น Nike, Uniqlo, Prada และ Apple ต่างมีโรงงานที่จีนทั้งนั้น

ประวัติศาสตร์ที่มาของ Made in China คำที่ทำให้โลกมองจีนในแง่ลบ !

 

Made in China 2025 ที่ดีกว่าเดิม 

ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ปี 2015 รัฐบาลจีนได้พยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของคำว่า “Made in China” ผ่านโครงการ Made in China 2025 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศ เช่น การบินอวกาศ เทคโนโลยีชีวภาพ และนวัตกรรมด้านอื่น ๆ จีนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในตลาดเทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะบริษัทอย่าง Huawei ที่กลายเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์จากจีนยุคใหม่มีการลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง แตกต่างจากภาพจำเดิมที่ผู้คนมองว่าสินค้าจีนคือของราคาถูกและไม่มีคุณภาพ

แม้ผลิตภัณฑ์จากจีนจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและเริ่มทัดเทียมมาตรฐานระดับโลก แต่ อคติที่มีต่อคำว่า “Made in China” ยังคงอยู่ และอาจต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าที่ภาพลักษณ์นี้จะถูกลบเลือนไปอย่างแท้จริง

ที่มา : Businesstoday,lcweekly,Reuters

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

related