ต้นกำเนิด ‘ค้างคาวตัวแรกของโลก’ เกิดตั้งแต่ 65 ล้านปีก่อน

ต้นกำเนิด ‘ค้างคาวตัวแรกของโลก’ เกิดตั้งแต่ 65 ล้านปีก่อน

การศึกษาพันธุกรรมครั้งใหญ่พลิกโฉมประวัติศาสตร์! เผย ‘ค้างคาว’ ถือกำเนิดในยุโรป 65 ล้านปีก่อน และบินได้ตั้งแต่ยุคแรก

SHORT CUT

  • ผลการศึกษาทางพันธุกรรมและฟอสซิลครั้งใหญ่ชี้ว่า ค้างคาวตัวแรกของโลกถือกำเนิดในทวีปยุโรปเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งหักล้างทฤษฎีเดิม
  • หลังจากถือกำเนิดในยุโรป ค้างคาวได้แพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็วไปยังทวีปแอฟริกา ก่อนจะขยายไปทั่วเอเชีย อเมริกา และออสเตรเลีย
  • งานวิจัยยังพบว่าความสามารถในการบินและการใช้คลื่นเสียงสะท้อนนำทาง (Echolocation) เป็นวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นพร้อมกันตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

การศึกษาพันธุกรรมครั้งใหญ่พลิกโฉมประวัติศาสตร์! เผย ‘ค้างคาว’ ถือกำเนิดในยุโรป 65 ล้านปีก่อน และบินได้ตั้งแต่ยุคแรก

ผลการศึกษาทางพันธุกรรมและซากฟอสซิลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature โดยทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 137 คนภายใต้โครงการ Bat1K สามารถยุติข้อถกเถียงยาวนานหลายทศวรรษเกี่ยวกับกำเนิดและวิวัฒนาการของค้างคาวได้สำเร็จ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจีโนมค้างคาว 103 ตัวร่วมกับฟอสซิล 44 ชิ้น ครอบคลุมทั้ง 21 วงศ์ค้างคาวทั่วโลก รวมถึง 'ค้างคาวคุณกิตติ' ของไทย ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลก และค้างคาวเท้าดูดแห่งมาดากัสการ์

ผลวิเคราะห์ทางพันธุกรรมชี้ว่า ค้างคาวตัวแรกของโลกถือกำเนิดขึ้นในทวีปยุโรปเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งหักล้างสมมติฐานเดิมที่เคยเชื่อว่าพวกมันมีต้นกำเนิดในเอเชีย แอฟริกา หรืออเมริกาเหนือเมื่อ 50 ล้านปีก่อน โดยหลังจากปรากฏตัวในยุโรป ค้างคาวได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปยังแอฟริกา ก่อนจะขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วเอเชีย อเมริกา และออสเตรเลีย จนมีมากกว่า 1,500 สายพันธุ์ในปัจจุบัน 

ต้นกำเนิด ‘ค้างคาวตัวแรกของโลก’ เกิดตั้งแต่ 65 ล้านปีก่อน

นอกจากนี้ การวิจัยยังพบว่าความสามารถในการบินที่แท้จริงและการใช้คลื่นเสียงสะท้อนนำทาง (Echolocation) เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคแรกของการวิวัฒนาการเมื่อราว 50 ล้านปีก่อน ไม่ได้เพิ่งแยกวิวัฒนาการขึ้นทีหลังตามที่เคยเข้าใจ

ทีมนักวิจัยระบุว่า นอกจากความสำเร็จในการเขียนแผนผังลำดับวงศ์ตระกูลค้างคาวใหม่แล้ว จีโนมคุณภาพสูงเหล่านี้ยังเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาอายุขัยที่ยาวนานอย่างน่าอัศจรรย์ โดยค้างคาวมีอายุยืนกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเดียวกันถึง 8-10 เท่า และแทบไม่ปรากฏสัญญาณความชราหรือโรคมะเร็ง

การเข้าใจกลไกทางพันธุกรรมนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาแนวทางใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพและต่อยอดการรักษาโรคในมนุษย์ รวมถึงช่วยวางแผนอนุรักษ์ค้างคาวซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตสำคัญในการผสมเกสร กระจายเมล็ดพันธุ์ และควบคุมแมลงศัตรูพืชในระบบนิเวศทั่วโลก