120 ปี โลกเกิด ‘สึนามิช่องเขา’ 609 ครั้ง จาก 512 แหล่ง 27 ประเทศ

120 ปี โลกเกิด ‘สึนามิช่องเขา’ 609 ครั้ง จาก 512 แหล่ง 27 ประเทศ

ผลสำรวจ ชี้ ทั่วโลกเกิดสึนามิช่องเขา แล้ว 609 ครั้ง! เปิด 27 ประเทศเสี่ยง ‘สึนามิในช่องเขา’ หิมาลัย–แอนดีส–แอลป์ เคยถล่มที่ไหนบ้าง

SHORT CUT

  • งานวิจัยพบภัยน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งพังทลายแล้ว 609 ครั้ง จาก 512 แหล่ง ใน 27 ประเทศ ตลอด 120 ปีที่ผ่านมา
  • พื้นที่เสี่ยงไม่ได้มีแค่เนปาล แต่กระจายตามเทือกเขาสูงทั่วโลก ทั้ง หิมาลัย ปามีร์ เทียนชาน แอนดีส และแอลป์ เมื่อธารน้ำแข็งถอยร่นและทะเลสาบขยายตัว ความเสี่ยงจึงเพิ่มขึ้น
  • ความถี่ของภัยเพิ่มเกือบ 3 เท่า จากเฉลี่ย 5.2 ครั้งต่อปีช่วง 2524–2533 เป็น 15.2 ครั้งต่อปีช่วง 2554–2563 สอดคล้องกับแนวโน้มอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

ผลสำรวจ ชี้ ทั่วโลกเกิดสึนามิช่องเขา แล้ว 609 ครั้ง! เปิด 27 ประเทศเสี่ยง ‘สึนามิในช่องเขา’ หิมาลัย–แอนดีส–แอลป์ เคยถล่มที่ไหนบ้าง

ไม่ใช่แค่เนปาลที่ต้องจับตา เพราะภัยจากทะเลสาบธารน้ำแข็งพังทลาย หรือที่บางครั้งถูกเรียกว่า ‘สึนามิในช่องเขา’ เคยเกิดขึ้นทั่วโลกมาแล้วถึง 609 ครั้ง จาก 512 แหล่ง ใน 27 ประเทศ ตลอดช่วง 120 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าพื้นที่ภูเขาสูงทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น

โดย งานวิจัยร่วมระหว่าง มหาวิทยาลัยดันดี สหราชอาณาจักร และสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ พ.ศ. 2443–2563 พบเหตุการณ์ลักษณะนี้รวม 609 ครั้ง จากแหล่งกำเนิดที่แตกต่างกัน 512 แห่ง ครอบคลุม 27 ประเทศทั่วโลก

 

หนึ่งในพื้นที่สำคัญคือ เอเชียแถบเทือกเขาสูง โดยเฉพาะแนวเทือกเขาหิมาลัย ปามีร์ และเทียนชาน ซึ่งมีทั้งธารน้ำแข็งและทะเลสาบธารน้ำแข็งจำนวนมาก เมื่อมวลน้ำสะสมเพิ่มขึ้น ขณะที่ผนังกั้นตามธรรมชาติอ่อนแอลงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ก็เพิ่มโอกาสที่น้ำจะทะลักลงหุบเขาอย่างฉับพลันและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

จีนและเขตปกครองตนเองทิเบต เป็นอีกพื้นที่ที่ต้องจับตา เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย และมีทะเลสาบธารน้ำแข็งจำนวนมาก โดยข้อมูลที่ให้มาระบุว่ามีทะเลสาบธารน้ำแข็งขยายตัวมากกว่า 1,600 แห่ง และเคยเกิดเหตุการณ์พังทลายหลายครั้ง ซึ่งบางเหตุการณ์ส่งผลต่อพื้นที่ปลายน้ำที่เชื่อมโยงไปยังเนปาลและอินเดีย

120 ปี โลกเกิด ‘สึนามิช่องเขา’ 609 ครั้ง จาก 512 แหล่ง 27 ประเทศ

ขณะที่ อินเดีย โดยเฉพาะรัฐอุตตาราขัณฑ์และสิกขิม ก็เคยเผชิญเหตุรุนแรงมาแล้ว เช่น เหตุทะเลสาบชาโรบารีพังทลายในปี 2557 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเมืองเกดาร์นาถและมีผู้เสียชีวิตกว่า 5,700 คน ส่วนปี 2566 รัฐสิกขิมเกิดเหตุทะเลสาบธารน้ำแข็งพังทลาย ก่อคลื่นน้ำสูงราว 20 เมตร มีผู้เสียชีวิต 55 คน และสูญหายอีกหลายร้อยคน พร้อมสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก

ทางฝั่ง ปากีสถาน พื้นที่เทือกเขาคาราโครัมและหิมาลัยตะวันตกก็มีความเสี่ยงจากธารน้ำแข็ง ทะเลสาบ และเขื่อนธรรมชาติ โดยมีประวัติการพังทลายหลายครั้ง ขณะที่ ภูฏาน ซึ่งมีทะเลสาบธารน้ำแข็งมากกว่า 2,600 แห่ง ก็มีหลายพื้นที่ที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

ส่วน ทาจิกิสถาน คีร์กีซสถาน และคาซัคสถาน อยู่ในแนวเทือกเขาปามีร์และเทียนชาน ซึ่งมีบันทึกเหตุการณ์ทะเลสาบหรือมวลน้ำจากธารน้ำแข็งพังทลายมาตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน

หากขยับไปยัง อเมริกาใต้ แนวเทือกเขาแอนดีส โดยเฉพาะ เปรูและโบลิเวีย ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญของโลกที่เคยเกิดภัยลักษณะนี้หลายครั้ง และบางเหตุการณ์สร้างความเสียหายรุนแรงถึงขั้นทำลายชุมชนและคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก

ขณะที่ อะแลสกา สหรัฐฯ ก็มีเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นพลังของมวลน้ำและดินถล่มจากพื้นที่ภูเขาอย่างชัดเจน เช่น เหตุการณ์บริเวณอ่าวทานในปี 2558 ที่ดินถล่มขนาดใหญ่ลงสู่อ่าวจนก่อคลื่นสูงถึง 193 เมตร และเหตุการณ์ในฟยอร์ดเทรซีอาร์มในเดือนสิงหาคม 2568 ที่มีรายงานคลื่นสูงถึง 481 เมตร โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงเหตุการณ์กับการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและความไม่มั่นคงของภูเขา

ส่วนยุโรปก็ไม่ได้ปลอดภัย โดยเฉพาะ เทือกเขาแอลป์ ครอบคลุมสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี และออสเตรีย ซึ่งมีประวัติเหตุการณ์น้ำจากทะเลสาบธารน้ำแข็งและมวลหินถล่มลงสู่ทะเลสาบ ขณะที่ ไอซ์แลนด์ มีปรากฏการณ์เยือคุลเฮลาป หรือน้ำหลากจากธารน้ำแข็ง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นหลังภูเขาไฟปะทุหรือมีน้ำสะสมใต้ธารน้ำแข็งเพิ่มขึ้น

อีกพื้นที่ที่ต้องจับตาคือ นอร์เวย์ ซึ่งมีประวัติหินและน้ำแข็งถล่มลงสู่ฟยอร์ด จนสามารถก่อคลื่นขนาดใหญ่และสร้างความเสียหายต่อชุมชนริมชายฝั่งได้

ภาพรวมจากงานวิจัยจึงชี้ว่า ภัยประเภทนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กระจายอยู่ตามแนวเทือกเขาสูงหลายแห่งทั่วโลก ตั้งแต่ หิมาลัย–ปามีร์–เทียนชาน ในเอเชีย, แอนดีสในอเมริกาใต้, ไปจนถึงแอลป์ อะแลสกา และพื้นที่ธารน้ำแข็งในยุโรปเหนือ

ที่น่าจับตายิ่งกว่าจำนวนเหตุการณ์ในอดีต คือ ความถี่ที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยช่วง พ.ศ. 2524–2533 มีเหตุการณ์เฉลี่ยประมาณ 5.2 ครั้งต่อปี แต่ช่วง พ.ศ. 2554–2563 เพิ่มขึ้นเป็น 15.2 ครั้งต่อปี หรือเกือบ 3 เท่าในเวลาไม่กี่ทศวรรษ

เบื้องหลังความเสี่ยงนี้เชื่อมโยงกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ทำให้ธารน้ำแข็งถอยร่น ทะเลสาบธารน้ำแข็งขยายตัว และโครงสร้างกั้นน้ำตามธรรมชาติบางแห่งมีความมั่นคงลดลง เมื่อเกิดดินถล่ม หินถล่ม หรือมวลน้ำพังทะลักลงหุบเขา เหตุการณ์จึงสามารถเปลี่ยนจากภัยบนภูเขาให้กลายเป็นน้ำหลากรุนแรงที่พุ่งลงสู่ชุมชนปลายน้ำได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ดังนั้น เหตุการณ์ในเนปาลจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภัยเฉพาะพื้นที่ เพราะข้อมูลย้อนหลัง 120 ปีสะท้อนว่า โลกเคยเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว 609 ครั้งใน 27 ประเทศ และในยุคที่ธารน้ำแข็งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่คือ พื้นที่ใดกำลังเสี่ยง และพร้อมรับมือมากแค่ไหน

related