อุตสาหกรรมสกินแคร์ยุคใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับแค่ผิวพรรณของผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความยั่งยืนในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ และสังคม ผ่านกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน C.A.R.E.+ (Care Beyond Skin)
เนื้อหาที่น่าสนใจ :
อายแชร์โดว์ชนิดรีฟิล Gucci Beauty สีหมดเติมได้ ลดการทิ้งแถมแพ็กเกจน่าเก็บ
Nomade วีแกนพาร์ฟูมจาก Chloé บรรจุภัณฑ์และวัตถุดิบ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Caudallie คิดเพื่อโลก กันแดดไม่กระทบระบบนิเวศน์ทางน้ำ แพ็กแกจย่อยสลายได้
กลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน C.A.R.E.+ (Care Beyond Skin) คำนึงถึง 3 แกนหลัก คือ ผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำธุรกิจของไบเออร์สด๊อรฟ ได้กำหนดให้ครอบคลุมในด้านต่างๆ ประกอบด้วย
-การส่งมอบผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค
-การรักษาสภาพอากาศที่ดีต่อไปสู่อนาคต
-การใช้ทรัพยากรที่หมุนเวียนอย่างสมบูรณ์
-การใช้ผืนดินอย่างรู้คุณค่าและยั่งยืน
-การปรับคุณภาพสภาพแวดล้อมของน้ำ
-การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
-การส่งเสริมสังคมที่เคารพและยอมรับในความแตกต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาศักยภาพและบทบาทของสตรี เด็ก และเยาวชน ซึ่งไบเออร์สด๊อรฟทั่วโลกได้ริเริ่มทำโครงการ รวมทั้งการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างๆ
ทางไบเออร์สด๊อรฟ ผู้นำด้านธุรกิจบิวตี้ ได้มองเห็นถึงความสำคัญและนำมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบที่จะต้องมีการปลูกและเก็บเกี่ยวโดยไม่ทำลายผืนดิน การรักษาผืนป่าและต้นน้ำ การจ้างงานและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้มีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนในโรงงานผลิตก็เลือกใช้พลังงานที่สามารถทดแทนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเลือกวัสดุที่นำมาเป็นส่วนผสมผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสุงสุดอีกด้วย นอกจากนี้ยังกำจัดและบำบัดของเสียจากกระบวนการผลิต ต่อเนื่องไปถึงการขนส่งที่จะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นับแต่ปี พ.ศ 2562 เป็นต้นมา ฐานการผลิตทั่วโลกของไบเออร์สด๊อรฟ รวมทั้งประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้พลังงานสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ 100% โดยเป้าหมายต่อไปคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานลง 30% ภายในปี พ.ศ. 2567 และเดินหน้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2573
สำหรับฐานการผลิตของ ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) ได้ร่วมปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกันอย่างจริงจัง ด้วยกระบวนการผลิตรักษ์โลกเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่าง
-ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 มีการกำจัดกากหรือของเสียโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม (Zero Waste Landfill)
-ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 43% จากการใช้นวัตกรรมพลังงานลูกผสมอย่าง Mobile Energy เทียบกับข้อมูลฐานด้านพลังงาน (baseline) ในปี 2561
-100% ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้มาจากแหล่งพลังงานทางเลือก รวมทั้งการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สีเขียวที่เริ่มแล้วในผลิตภัณฑ์ดูแลและทำความสะอาดผิวพรรณซึ่งเลือกใช้พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือส่วนผสมที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ Nivea ปลอดไบโอพลาสติก 100% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 และผลิตภัณฑ์กันแดดที่ไม่มีสารที่ทำร้ายปะการัง เป็นต้น
ล่าสุดกับโครงการปรับปรุงห้องสมุดของโรงเรียนที่ยากไร้ 11 แห่งทั่วประเทศไทยเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเสริมสร้างทักษะและเรียนรู้ตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังได้มีการบริจาคเงินกว่า 50 ล้านยูโรและสิ่งของจำเป็นทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือองค์กรด้านสาธารณสุขและการแพทย์ในช่วงวิกฤตโควิด-19 อีกด้วย